จิตแพทย์แนะทำอย่างไร ในวันที่ความสำเร็จของลูกถูกตั้งคำถาม
แพทย์หญิงเบญจพร แนะ 4 ข้อ ที่พ่อแม่ควรดูแลจิตใจลูก ในวันที่ ลูกทำดีที่สุดแล้ว แต่สำเร็จถูกตั้งคำถาม
เพจเฟชบุ๊ก “เข็นเด็กขึ้นภูเขา” โดยแพทย์หญิงเบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เผยข้อความจากคำถามที่ว่า
เมื่อลูกทำดีที่สุดแล้ว แต่สำเร็จถูกตั้งคำถาม พ่อแม่จะดูแลจิตใจลูกอย่างไร
จากกรณีของ ‘น้องพายุ’ ลูกชายของ ชมพู่ อารยา และ น็อต วิศรุต ที่ลงแข่งขันโกคาร์ท และสามารถขับรถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ภายหลังกลับมีการยื่นประท้วงเกี่ยวกับเครื่องยนต์ ทำให้ต้องรอการพิจารณาผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ทีมผู้ดูแลรถแข่งของน้องพายุได้ออกมาชี้แจงว่า รถผ่านการตรวจสภาพทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน และยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกติกาที่กำหนดไว้แล้ว
“หมอคิดว่าเรื่องนี้มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในมุมของจิตวิทยาเด็ก นั่นก็คือ หากเราเป็นพ่อแม่ของเด็กคนหนึ่งที่ตั้งใจฝึกซ้อมมาอย่างหนัก แข่งขันด้วยความสามารถของตัวเองจนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับเกิดการประท้วงขึ้นภายหลัง ทั้งที่เรามั่นใจว่าได้ทำทุกอย่างถูกต้องตามกติกาแล้ว
เราจะดูแลจิตใจลูกอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ครั้งนี้มาทำลายความสุข ความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองของลูก
ทั้งนี้ หมอไม่ได้ทราบว่าครอบครัวน้องพายุได้พูดคุยกันอย่างไรบ้าง จึงอยากชวนมองเรื่องนี้ในฐานะสถานการณ์ตัวอย่างที่พ่อแม่หลายครอบครัวอาจพบเจอได้”
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า สำหรับเด็กคนหนึ่ง การได้ลงแข่งขันกีฬาที่ตัวเองรักนั้นมีความหมายมาก เบื้องหลังการแข่งขันอาจเต็มไปด้วยการฝึกซ้อม ความเหน็ดเหนื่อย ความพยายาม และความคาดหวัง เมื่อเด็กทำสำเร็จ เขาย่อมมีสิทธิที่จะรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเอง แต่หากความสำเร็จนั้นกลับถูกตั้งคำถามจากเหตุการณ์ที่เด็กไม่สามารถควบคุมได้ เด็กบางคนอาจรู้สึกผิดหวัง เสียใจ สับสน หรือแม้กระทั่งเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง
บางคนอาจมีคำถามว่า
“หนูทำอะไรผิดหรือเปล่า”
“เขาคิดว่าหนูโกงเหรอ”
“แล้วตกลงหนูชนะจริงๆ ไหม”
คำถามเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัลหรือผลการแข่งขันเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกที่เด็กมีต่อตัวเองด้วย
1.สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรทำ คือการรับฟังและยอมรับความรู้สึกของลูก
หากลูกเสียใจ โกรธ หรือผิดหวัง เราไม่จำเป็นต้องรีบปลอบว่าไม่เป็นไร หรือบอกว่าเรื่องแค่นี้อย่าไปคิดมาก
เราอาจพูดกับลูกว่า
“แม่เข้าใจนะว่าหนูอาจเสียใจ หนูตั้งใจซ้อมมาตั้งนาน แล้วพอแข่งเสร็จก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
“ถ้าหนูรู้สึกไม่ดี หนูบอกพ่อแม่ได้นะ”
บางครั้งการที่เด็กได้รู้ว่าความรู้สึกของตัวเองมีคนเข้าใจ ก็ช่วยให้เขาจัดการกับอารมณ์ได้ดีขึ้น
แต่ถ้าลูกไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือไม่ได้อยากพูดถึงเรื่องนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องคอยถามหรือย้ำเรื่องที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นการเพิ่มความกังวลให้ลูก
2.สิ่งต่อมา คือการแยกความสามารถของลูกออกจากข้อขัดแย้งของผู้ใหญ่
ในกรณีการแข่งขันโกคาร์ท เด็กมีหน้าที่ฝึกซ้อมและขับรถให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์ การตรวจสอบอุปกรณ์ และการตีความกติกา เป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง
หากลูกถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่ควรอธิบายข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ด้วยภาษาที่เหมาะสมกับวัย โดยไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดความขัดแย้งทั้งหมดให้ลูกฟัง
เช่น
“ตอนนี้มีคนสงสัยเรื่องอุปกรณ์ของรถแข่ง ผู้ใหญ่กำลังตรวจสอบกันอยู่ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของหนูนะ”
“หน้าที่ของหนูคือขับรถให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องกติกาและเครื่องยนต์เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ พ่อแม่กับทีมงานจะเป็นคนจัดการเอง”
สิ่งสำคัญคือทำให้เด็กรู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องออกมาปกป้องตัวเองจากข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจหรือความรับผิดชอบของผู้ใหญ่
และไม่จำเป็นต้องแบกรับความกังวลของพ่อแม่ไปด้วย

3.สิ่งที่สำคัญมาก คือการรักษาความภาคภูมิใจในความพยายามของลูกเอาไว้
เมื่อเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลการแข่งขัน พ่อแม่อาจเผลอให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ว่าลูกเป็นผู้ชนะมากจนลืมมองสิ่งที่ลูกทำสำเร็จไปแล้ว
เราอาจบอกลูกว่า
“ไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร พ่อแม่ก็เห็นว่าหนูตั้งใจฝึกซ้อมมากแค่ไหน”
“พ่อแม่เห็นความพยายามของหนู และภูมิใจที่หนูทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่”
“ผลการแข่งขันอาจยังต้องรอการตัดสิน แต่ความพยายามที่หนูทำมาตลอดไม่ได้หายไปไหนเลย”
คำพูดเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังบอกเด็กว่าผลการแข่งขันไม่สำคัญ เพราะสำหรับเด็กที่รักการแข่งกีฬา ผลแพ้ชนะอาจมีความหมายมากจริงๆ
แต่เรากำลังช่วยให้เขาเข้าใจว่า ความสามารถ ความพยายาม และคุณค่าของตัวเอง ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยถ้วยรางวัลหรือคำตัดสินเพียงครั้งเดียว
4.นอกจากนี้ พ่อแม่เองก็ต้องระมัดระวังการแสดงอารมณ์ของตัวเองด้วย
เป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าหากเรามั่นใจว่าทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่กลับถูกตั้งข้อสงสัย เราอาจรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ หรือรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
พ่อแม่มีสิทธิรู้สึกเช่นนั้น และมีสิทธิเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเหมาะสม
แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรปล่อยให้อารมณ์โกรธของผู้ใหญ่ส่งผลถึงเด็ก เพราะเด็กเรียนรู้วิธีรับมือกับความขัดแย้งจากการมองดูผู้ใหญ่ด้วย
พ่อแม่ควรแสดงให้เห็นว่า แม้เราจะไม่พอใจ แต่ยังสามารถพูดคุยด้วยเหตุผล ยืนยันในสิ่งที่ถูกต้อง และเคารพกระบวนการตรวจสอบได้
ในยุคสังคมออนไลน์ พ่อแม่ยังควรช่วยปกป้องเด็กจากความคิดเห็นที่รุนแรงหรือไม่เหมาะสมด้วย
เด็กไม่จำเป็นต้องรับรู้ทุกคำวิจารณ์ที่ผู้ใหญ่พูดถึงเขา ไม่จำเป็นต้องอ่านทุกความคิดเห็น และไม่จำเป็นต้องออกมาชี้แจงหรือพิสูจน์ตัวเองต่อสาธารณะ
หากมีเรื่องที่ต้องชี้แจง ผู้ใหญ่ควรเป็นคนรับผิดชอบดำเนินการ โดยพยายามไม่ให้ความขัดแย้งขยายไปถึงตัวเด็กมากเกินความจำเป็น
และระหว่างนั้น ก็ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ชีวิตตามปกติ ได้เล่น ได้พักผ่อน ได้ทำกิจกรรมที่ชอบ และยังคงมีความสุขกับกีฬาที่ตัวเองรัก
อย่าให้เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กหมดความสุขกับสิ่งที่เคยรักและตั้งใจทำ
ท้ายที่สุด หมอคิดว่าสิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจไม่ใช่เพียงการพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้ถ้วยรางวัลกลับคืนมา แต่คือความมั่นใจว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อแม่ก็ยังอยู่ข้างเขา
พ่อแม่จะช่วยจัดการปัญหาในส่วนที่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ จะรับฟังเมื่อเขาเสียใจ จะช่วยให้เขาเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับความขัดแย้งเหล่านั้นตามลำพัง
การปกป้องจิตใจเด็ก ไม่ได้หมายถึงการทำให้เด็กไม่ต้องเจอกับความผิดหวัง หรือทำให้เด็กเป็นผู้ชนะในทุกสถานการณ์ แต่คือการช่วยให้เด็กยังมองเห็นคุณค่าของตัวเอง แม้ในวันที่สิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
เพราะสิ่งที่เราอยากรักษาเอาไว้ ไม่ใช่เพียงชัยชนะของลูกในสนามแข่งขัน แต่คือความเชื่อมั่นในตัวเอง ความสุขในการทำสิ่งที่รัก และความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร
และหากวันหนึ่ง ลูกต้องเผชิญกับความไม่ยุติธรรมในชีวิต สิ่งที่เราอยากให้เขาจดจำ คือ
ในวันที่เขาทำดีที่สุดแล้ว แต่โลกกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ยังมีพ่อแม่ที่เชื่อมั่นในตัวเขา รับฟังความรู้สึกของเขา และพร้อมจะจับมือพาเขาผ่านเรื่องยากๆ ไปด้วยกัน