ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ชมพู่ อารยา เปิดโหมดซัพพอร์ตความฝันลูกๆ เต็มที่ เผยเบื้องหลังเพลง “กุ๊กกู๋” ของน้องเกล ทำด้วยความรัก อยากเก็บช่วงเวลาวัยเด็กให้เป็นความทรงจำ
เรียกเสียงเอ็นดูจากแฟนๆ ได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับครอบครัวของซุปตาร์สาว “ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ที่ล่าสุดควงลูกสาวคนเล็ก “น้องแอบิเกล” และ “คิม PROXIE” มาร่วมงานเปิดแคมเปญเทศกาลความสุขส่งท้ายปี “A Celebration of Wonders 2027” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเปิดใจถึงกระแสความน่ารักของเพลง “กุ๊กกู๋” ผลงานเพลงรับเทศกาลฮัลโลวีนของน้องเกล ที่กลายเป็นอีกหนึ่งคอนเทนต์เรียกรอยยิ้มและได้รับความรักจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม
งานนี้คุณแม่ชมเผยว่า จุดเริ่มต้นของเพลง “กุ๊กกู๋” มาจากความรักในเสียงเพลงของลูกๆ ที่บ้านเด็กๆ เรียนดนตรีกันอยู่แล้ว จึงอยากสนับสนุนให้ได้ลองทำสิ่งที่ชอบ โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องก้าวไปเป็นศิลปินหรือสร้างผลงานอย่างจริงจัง แต่ต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และสร้างความทรงจำดีๆ ในช่วงวัยเด็กที่กำลังเติบโต

ส่วนชื่อวง “วงศ์เศวต” นั้น ชมพู่เล่าว่าเป็นชื่อที่ชาวเน็ตตั้งให้ โดยที่บ้านไม่ได้มีการวางแผนอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่อยากทำคอนเทนต์ที่มีความจริงจังและเป็นมืออาชีพมากขึ้น จึงมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแล ขณะที่เรื่องการเรียนดนตรีของลูกๆ ก็เป็นไปอย่างธรรมชาติ เพราะเด็กๆ เห็นพี่ๆ เรียนดนตรีที่บ้านก็อยากทำตาม คุณแม่จึงให้ครูช่วยสอนเพิ่มเติม โดยเน้นให้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข ไม่กดดัน
สำหรับความชอบด้านดนตรีของลูกๆ แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน โดยสายฟ้าเลือกเรียนเปียโน ส่วนพายุสนใจเล่นกีตาร์ไฟฟ้า ขณะที่น้องเกลเริ่มต้นจากการเล่นกลองชุดเล็กๆ ที่ได้รับเป็นของขวัญ ก่อนจะมีครูมาสอนพื้นฐานให้ เมื่อเห็นว่าลูกสาวสนุกกับการเล่นกลอง คุณแม่จึงสนับสนุนด้วยการซื้อกลองไฟฟ้าให้ เพื่อให้สามารถปรับลดระดับเสียงได้ ไม่รบกวนคนในบ้าน
ส่วนแนวคิดในการทำเพลง “กุ๊กกู๋” ชมพู่เล่าว่าได้พูดคุยกับ “ฮาย Paper Planes” ถึงแนวดนตรีที่ต้องการ โดยอยากให้มีกลิ่นอายเพลงร็อกที่คุณพ่อคุณแม่เจเนอเรชันวายคุ้นเคย ชวนให้นึกย้อนถึงช่วงวัยที่ยังสนุกสนานและมีความซ่า ขณะเดียวกันเนื้อหาและทำนองก็ต้องเข้าถึงเด็กเจเนอเรชันอัลฟ่า ให้สามารถร้องตามได้ด้วย
ด้านการทำงานในห้องอัดที่มีข้อจำกัดตามวัยของน้องเกล ซึ่งเพิ่งอายุ 4 ขวบ คุณแม่ชมเผยว่าไม่สามารถคาดหวังให้เด็กร้องเพลงได้ครบทั้งเพลงในครั้งเดียว จึงต้องอาศัยการบันทึกเสียงแยกเป็นท่อนๆ และนำมาตัดต่อประกอบกัน โดยทีมงานต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ทั้งเรื่องสมาธิและพลังงานที่มีจำกัด
การอัดเพลงครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 2 คิว โดยในคิวแรกเมื่อได้รับเดโมเพลงกลับมาฟัง ชมพู่รู้สึกว่าน้องเกลยังสามารถทำได้ดีกว่านั้น จึงขอเข้าไปดูแลในห้องอัดด้วยตัวเอง พร้อมพูดคุยกับทีมงานให้ช่วยกันทำงานโดยไม่กดดันเด็ก ไม่กำหนดชั่วโมงการอัดเสียงยาวนานเหมือนการทำงานของผู้ใหญ่ เพราะไม่อยากให้ลูกเครียดหรือรู้สึกว่าการร้องเพลงเป็นภาระ ก่อนจะกลับเข้าไปอัดเพิ่มเติมอีกครั้งในบางท่อน เพื่อให้ได้ผลงานที่ลงตัวที่สุด

เมื่อถามถึงกระแสตอบรับที่ยอดวิวพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ชมพู่เผยด้วยความประทับใจว่า ต้องขอบคุณทุกคนที่รักและเอ็นดูน้องเกล รวมถึงช่วยกันสนับสนุนผลงาน บางคนถึงขั้นเปิดโทรศัพท์หลายเครื่องช่วยกันรับชมระหว่างทำงาน ซึ่งชมพู่ก็เข้าไปติดตามและกดไลก์คอนเทนต์ของทุกคนด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกชื่นใจที่ลูกได้รับความรักมากมายขนาดนี้
แม้จะได้รับเสียงชื่นชมจนหลายคนแซวว่าเด็กๆ กลายเป็นศิลปินแล้ว แต่คุณแม่ชมไม่ได้ยึดติดกับคำเรียกเหล่านั้น เพียงบอกลูกๆ ว่าเก่งมาก ทำได้ดี และมีคนรักคนชื่นชอบ พร้อมสอนให้รู้จักทำตัวน่ารักกับทุกคนที่เข้ามาทักทาย โดยไม่ได้ต้องการให้ความสำเร็จหรือกระแสความนิยมมาเป็นสิ่งกำหนดตัวตนของเด็กๆ
ขณะเดียวกัน ชมพู่ยืนยันว่าไม่ได้มีแผนพาน้องเกลเดินสายโปรโมตเพลงหรือรับงานโชว์ตามสถานที่ต่างๆ เพราะมองว่าอาจเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้ อยากให้การทำเพลงเป็นเพียงกิจกรรมสนุกๆ ที่เด็กได้แสดงออกในสิ่งที่ชอบ มากกว่าจะต้องแบกรับความคาดหวังว่าจะต้องร้องให้ได้หรือแสดงให้ดีทุกครั้ง
ส่วนโอกาสที่จะมีซิงเกิลต่อไปหรือไม่ คุณแม่ขอให้เป็นเรื่องของอนาคต ต้องดูทั้งความพร้อมและความสนุกของลูก รวมถึงเวลาของคุณแม่เองด้วย เพราะไม่อยากให้การทำคอนเทนต์ที่เริ่มต้นจากความสุข กลายเป็นข้อผูกมัดหรือแรงกดดันที่ทำให้เด็กหมดสนุกไปเสียก่อน
สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเด็กมาร้องเพลง ชมพู่มองว่าศิลปะเป็นเรื่องที่มีความหมายกว้างขวาง ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แม้แต่ภาพวาดหรือผลงานที่ลูกนำกลับมาจากโรงเรียน คุณแม่ก็ภูมิใจและนำไปติดประดับไว้ที่บ้าน เพราะนั่นคือผลงานศิลปะที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ เช่นเดียวกับเพลง “กุ๊กกู๋” ที่มีจุดประสงค์เพียงอยากส่งต่อพลังงานดีๆ ให้คนฟังได้ยิ้มและมีความสุข
ที่สำคัญ การทำเพลงครั้งนี้ยังเป็นความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเก็บภาพความทรงจำในวัยเด็กของลูกเอาไว้ เพราะเด็กๆ เติบโตขึ้นทุกวัน ความน่ารักและความสนุกสนานในวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปในวันข้างหน้า จึงอยากมีผลงานชิ้นหนึ่งเป็นบันทึกช่วงเวลาพิเศษของครอบครัว
เมื่อถามว่าลูกชายทั้งสองอย่างพายุและสายฟ้าจะมีผลงานเพลงตามน้องเกลหรือไม่ ชมพู่ก็ทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีว่า “ต้องมีจ้างวานเหมือนกัน” ส่วนชื่อวงจะเป็น “วงศ์เศวต” ตามที่ชาวเน็ตเรียกไปก่อน
เรียกได้ว่าเบื้องหลังความน่ารักของเพลง “กุ๊กกู๋” ไม่ได้มีเพียงเสียงร้องสดใสของน้องเกล แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ชมที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ลูกๆ ได้ค้นหาความชอบ ทดลองทำสิ่งใหม่ และเติบโตในแบบของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบไปสู่ความสำเร็จ เพียงได้เห็นลูกมีความสุขกับสิ่งที่รัก ก็ถือเป็นความสำเร็จที่งดงามของคนเป็นแม่แล้ว