SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
ผู้เขียน : ธีรดา ศิริมงคล
แสนสิริในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทย และ High Performance Organization เดินหน้ายกระดับกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลครั้งใหญ่ ด้วยการพลิกโฉม SIRI CAMPUS สู่การเป็น Well-Being Workplace เต็มรูปแบบ เพื่อรองรับพนักงานกว่า 5,000 ชีวิตในเครือ พร้อมตอกย้ำแนวคิดว่าผลงานระดับมาสเตอร์พีซและการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดบุคลากรที่มีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดี
การยกระดับ SIRI CAMPUS ครั้งนี้ นำกลยุทธ์ Preventive Healthcare มาผสานเข้ากับพื้นที่การทำงานจริง ภายใต้แนวคิด “Sansiri WELL, WELL IN EVERY DAY ชีวิตดี รู้สึกดีได้ทุกวัน” ผ่าน 3 สเปซใหม่ MOVE RECOVER RECHARGE เปลี่ยนออฟฟิศจากพื้นที่ที่มีไว้เพียงนั่งทำงาน ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาร์จพลังกาย ฮีลใจ และฟื้นฟูชีวิตคนทำงานอย่างยั่งยืน
การแปลงโฉมพื้นที่ SIRI CAMPUS ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานทุกเจเนอเรชั่น ผ่าน 3 โซนสำคัญที่เทียบชั้นศูนย์เวลเนส เริ่มจาก Move Better พื้นที่สำหรับยกระดับการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพ ด้วยอุปกรณ์มาตรฐานระดับโอลิมปิกและทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ภายในประกอบด้วย Pilates Studio สำหรับเสริมสร้างแกนกลางลำตัว เพิ่มความยืดหยุ่น และปรับบุคลิกภาพตามหลักสรีระ โดยมีครูผู้สอนมาตรฐานสากล STOTT ดูแล รวมถึง Fitness & Personal Trainer และฟิตเนสระดับโอลิมปิกที่ใช้อุปกรณ์จาก Technogym ครบทั้ง Cardio, Strength และ Functional Training พร้อมเทรนเนอร์ส่วนตัวที่ช่วยออกแบบและปรับแผนการฝึกเฉพาะบุคคล เพื่อให้การดูแลร่างกายตรงตามเป้าหมายและปลอดภัย
ถัดมาคือ Recover Better พื้นที่ฟื้นฟูร่างกายที่มุ่งลดความกังวลเรื่อง Office Syndrome ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ทั้ง Cryotherapy การบำบัดด้วยความเย็นเพื่อลดการอักเสบและฟื้นคืนพลัง Red Light Therapy การบำบัดด้วยแสงสีแดงเพื่อฟื้นฟูการสร้างพลังงานระดับเซลล์ และ Physical Therapy Clinic ประจำออฟฟิศ ซึ่งมีนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือทางการแพทย์ขั้นสูงให้บริการ
ส่วน Recharge Better เป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ มี Recharge Pod และเก้าอี้นวดไฟฟ้าอัตโนมัติ เพื่อให้พนักงานได้ผ่อนคลายสายตา ปล่อยวางความเครียด และเติมพลัง ก่อนกลับไปทำงานต่ออย่างมีประสิทธิภาพ
ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริให้ความสำคัญกับเรื่อง Well-Being และทยอยพัฒนาแนวคิดดังกล่าวเข้าไปในโครงการต่าง ๆ โดยไม่ได้มองเพียงการเติมฟังก์ชั่นต่าง ๆ เข้าไปในบ้าน แต่ให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การออกแบบ พื้นฐาน การเลือกพันธุ์ไม้ การวาง Space ความเป็นธรรมชาติ การคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่มีโอกาสเติบโตในพื้นที่ รวมถึงช่องแสงและการทำให้ลูกบ้านอยู่อาศัยได้อย่างสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่อยู่อาศัย เพราะวันนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทั้งร่างกาย จิตใจ ความรู้สึก รวมถึงที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกัน Well-Being ของคนในองค์กรก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่จะทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แสนสิริจึงพยายามเตรียมพื้นที่เพื่อให้พนักงานมี Wellness และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องสวัสดิการ Well-Being เพราะสวัสดิการเป็นพื้นฐาน แต่ยังมี 4 เสาขององค์กร เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ชายที่มีลูกสามารถลาเพื่อดูแลบุตรได้เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ลาคลอด รวมถึงสวัสดิการที่ทำให้มั่นใจว่าลูกของพนักงานทุกคนจะต้องได้เรียนหนังสือ และมีทุนต่าง ๆ ให้
อย่างไรก็ตาม การทำให้พนักงานรู้สึกถึง Well-Being ไม่ได้มีเพียงสวัสดิการ แต่ต้องมีพื้นที่ที่รองรับการใช้ชีวิต เพราะการอยู่ที่ออฟฟิศใช้เวลามากเช่นเดียวกับการอยู่บ้าน เมื่อการทำงานมาพร้อมกับความเครียด ความท้าทาย และเรื่องเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันพนักงานยังต้องส่งมอบสิ่งที่ดีให้กับลูกค้าและดูแลโครงการมากมาย พื้นที่ทำงานจึงต้องสามารถรองรับให้พนักงานรู้สึกสบายกายและสบายใจ
ด้วยเหตุนี้ SIRI CAMPUS จึงขยายจากพื้นที่เดิมที่มีอยู่ โดยเน้นให้พนักงานสามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางได้มากขึ้น และพยายามผลักดันให้พนักงานเข้ามาใช้พื้นที่เหล่านี้ในช่วงเวลากลางวัน หากสามารถจัดสรรเวลาได้โดยไม่กระทบกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการจองใช้ยิมหรือพื้นที่ส่วนอื่น ๆ
นอกจากนี้ ยังมี Point สำหรับพนักงานที่เข้ามาดูแลตัวเอง ทั้งการออกกำลังกายและกิจกรรมในส่วนอื่น ๆ โดย Point ที่สะสมไว้สามารถนำไปเป็นวันลาพักร้อนได้
แนวคิดของแสนสิริจึงไม่ได้มองว่า “เวลา” เป็นข้อจำกัด หากพนักงานสามารถจัดการและเคลียร์เวลางานของตัวเองได้ พื้นที่เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ Well-Being ที่ดีของพนักงาน และเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสิ่งดี ๆ ต่อไป
เพราะสำหรับแสนสิริการสร้าง Well-Being ไม่ได้หยุดอยู่ที่คนทำงาน แต่สามารถส่งต่อไปถึงผู้คนที่พนักงานดูแล เมื่อพนักงานมีความสุขก็สามารถสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความสุขให้แก่ลูกค้าได้ และ Well-Being ของพนักงานก็สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกบ้านได้เช่นกัน