“ศุภจี” ผนึก ICC ดัน SMEs ไทยครบวงจร ชู 3 แกน “ทักษะ-ทุน-ตลาด” เชื่อมการค้าโลก
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หารือเลขาธิการหอการค้านานาชาติ หรือ ICC วางแนวทางยกระดับ SMEs ไทย 3 ด้าน ทั้งทักษะธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ หลังผู้ประกอบการรายเล็กยังมีส่วนร่วมในมูลค่าส่งออกไม่มาก พร้อมเชื่อมเครือข่าย ICC กว่า 170 ประเทศ ขณะที่ ICC เสนอพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล “One Click” ให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลกฎระเบียบตลาดปลายทาง และเชื่อมผู้เชี่ยวชาญด้าน Trade Finance เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับและหารือกับนายจอห์น ดับเบิลยู. เอช. เดนตัน เลขาธิการหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce : ICC) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งการส่งออกและการลงทุน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก
แนวทางสำคัญคือการกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกบางแห่ง และเพิ่มมูลค่าที่สร้างขึ้นภายในประเทศ โดยปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของไทยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ SMEs ยังมีส่วนร่วมในมูลค่าการส่งออกไม่มากนัก
กระทรวงพาณิชย์จึงเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพ SMEs ให้สามารถแข่งขันและเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยการสนับสนุนต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ
สำหรับการยกระดับ SMEs ที่ประชุมให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ
ในด้านทักษะ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้ด้านบัญชี การบริหารสินค้าคงคลัง การวางแผนกระแสเงินสด และสามารถจัดทำข้อมูลทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้วางแผนดำเนินงานและประกอบการขอสินเชื่อ รวมถึงบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อต่อยอดธุรกิจ
นางศุภจีระบุว่า การขับเคลื่อนดังกล่าวจะมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs เป็นผู้ประสานการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐ
ขณะที่นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมสนับสนุนการบูรณาการงานภายในกระทรวง และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy รวมถึงคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและต่อยอดโอกาสทางการค้า
ด้านนายจอห์น เดนตัน กล่าวว่า ICC เป็นองค์กรภาคธุรกิจระหว่างประเทศที่มีเครือข่ายกว่า 170 ประเทศ และมีบทบาทสนับสนุนการค้าโลก ทั้งด้านมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ เอกสารการค้าดิจิทัล การระงับข้อพิพาททางธุรกิจ และการเงินเพื่อการค้า
พร้อมเสนอแนวคิดพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล “One Click” เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการส่งออก เช่น กฎระเบียบและข้อกำหนดของตลาดปลายทาง รวมถึงพร้อมเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อการค้า เพื่อหารือแนวทางเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทยกับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวมประมาณ 650 ล้านคน
อีกประเด็นคือการพัฒนากติกาการค้าในยุคดิจิทัล เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดได้สะดวกขึ้น โดยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศช่วยสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ
ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Visitor Economy ซึ่งมุ่งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผู้เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้ามารักษาพยาบาล ศึกษาต่อ หรือเข้าร่วมการประชุมและงานแสดงสินค้า หรือ MICE
แนวทางดังกล่าวจะเน้นเพิ่มระยะเวลาพำนักและค่าใช้จ่ายต่อคน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการและสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้อง
การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายต่อยอดความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ ICC เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ไทย ทั้งด้านทักษะการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมเข้าสู่เครือข่ายการค้าโลกมากขึ้น