พจน์ ชี้ IMF–World Bank 2026 เติมความเชื่อมั่นไทย คาดเงินสะพัดไม่ต่ำ 1 หมื่นล้าน
หอการค้าไทยประเมินการเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 สร้างทั้งแรงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและโอกาสลงทุนระยะยาว คาดผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 19,000 คน เมื่อรวมครอบครัว ผู้ติดตามและผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 30,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท พร้อมชูไทยเป็น “Trusted Connector” ในห่วงโซ่อุปทานโลก เร่งต่อยอด Reinvent Thailand และ 3 แนวทางยกระดับธุรกิจจากแข่งขันด้วยต้นทุนสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยมุมมองภาคเอกชนต่อการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากแวดวงการเงินและการลงทุนทั่วโลก
พร้อมเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงศักยภาพของประเทศ ทั้งความพร้อมด้านการจัดประชุมระดับนานาชาติ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และการต่อยอดสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับพิธีเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2026 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย”
โดยกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกตลอด 35 ปี นับจากประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 จากยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารยังพึ่งพาเครื่องโทรสาร มาสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มีบทบาทสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.พจน์กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของหอการค้าไทยที่ต้องการใช้โอกาสจากเวทีระดับโลกครั้งนี้ต่อยอดไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ในช่วง 4 วันของการประชุม มีผู้แทนระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง และสื่อมวลชนจากกว่า 191 ประเทศเข้าร่วม โดยหอการค้าไทยมองว่าการจัดงานครั้งนี้ช่วยแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการประชุมระดับโลก รวมถึงการนำเสนอ “ความเป็นไทยแบบสากล” หรือ Global Thainess
ทั้งด้านการต้อนรับ ระบบโลจิสติกส์และการเดินทาง มาตรฐานความปลอดภัย อาหารไทย และการนำเสนอแนวคิดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Country’s Agenda: Entering New Horizons, Empowering People, Building Resilience”
สำหรับผลทางเศรษฐกิจในระยะสั้น การเดินทางเข้ามาของผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมาก ได้กระจายรายได้ไปยังภาคบริการ โรงแรม ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร การขนส่ง ธุรกิจจำหน่ายสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมการประชุมและการจัดงานแสดงสินค้า หรือ MICE และตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ World-Class MICE Destination
หอการค้าไทยคาดว่า การจัดประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 19,000 คน และเมื่อรวมครอบครัว ผู้ติดตาม และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วจะมีจำนวนมากกว่า 30,000 คน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมองว่าผลลัพธ์สำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเม็ดเงินระยะสั้น แต่รวมถึงโอกาสสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก และการผลักดันประเทศไทยสู่บทบาท “Trusted Connector” ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ดร.พจน์ระบุว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่ขยายตัวอย่างระมัดระวังที่ระดับ 3.1% และความท้าทายจากการแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ หรือ Geo-economic Fragmentation ประเทศไทยยังมีโอกาสใช้จุดแข็งด้านเสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงานสะอาด รองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI
พร้อมกันนี้ ไทยจำเป็นต้องนำข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของ World Bank มาขับเคลื่อนให้เกิดผล เพื่อสนับสนุนเป้าหมายก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 โดยภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐผ่านกลไก Joint Public-Private Action
อีกด้านหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสในการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส วินัยทางการเงินการคลัง และการปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ซึ่งหอการค้าไทยมองว่าจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยภายในปี 2571 รวมถึงช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง
นอกจากนี้ ยังมีกรอบ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย IMF และ World Bank ร่วมกันจัดทำ เพื่อรับมือการทุจริตทางการเงินดิจิทัล ครอบคลุม 12 แนวทางสำคัญ ทั้งการป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกง การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในและต่างประเทศ
ดร.พจน์กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ “Zero Corruption” ที่หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตเชิงระบบ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใส และการสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเดินหน้าผลักดัน “Reinvent Thailand” ผ่าน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ร่วมกับรัฐบาลและกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ดร.พจน์ระบุ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ก้าวข้ามการแข่งขันด้วยต้นทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value-Driven โดยขยับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต หรือ OEM ไปสู่การใช้ AI ระบบอัตโนมัติ AgTech และการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทาง ESG/BCG
- เร่งยกระดับผู้ประกอบการ MSME และทักษะแรงงาน สนับสนุนการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล AI และแหล่งเงินทุนสีเขียว พร้อมพัฒนาทักษะผ่าน Lifelong Learning
- สานต่อความร่วมมือภาครัฐและเอกชน หรือ PPP เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว นวัตกรรมทางการแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
“ตลอด 4 วันที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่า ประเทศไทยมีศักยภาพ วิสัยทัศน์ และความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติที่มีมาตรฐาน ไม่ได้มีดีเพียงรอยยิ้มและการบริการเท่านั้น แต่ภาพลักษณ์ความเป็นไทยแบบสากลที่เรานำเสนอจากการประชุมครั้งนี้ จะเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่น เม็ดเงินลงทุน และการสร้างงานคุณภาพสูงให้กับคนไทยในอนาคต” ดร.พจน์กล่าว
ดร.พจน์ระบุว่า ความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ควรถูกต่อยอดจากเสียงชื่นชมและกรอบนโยบายระดับโลก ไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ รายได้ การลงทุน และการเติบโตที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป