‘ซีพีแรม’ ขยับพอร์ตเจขาย 365 วัน ชิงตลาด 4.9 หมื่นล้าน
ซีพีแรมปรับกลยุทธ์ขยายพอร์ตอาหารเจ-แพลนต์เบส เจาะตลาด 4.9 หมื่นล้านบาท ชูยุทธศาสตร์ “Real Food” เน้นเมนูสุขภาพ-รสชาติจัดจ้าน แก้โจทย์จำเจ พร้อมรับเทรนด์สุขภาพหนุนคนไทยกินเจตลอด 365 วัน ปูพรม 50 เมนู ลุยทั้งปี หวังดันยอดขายแตะ 185 ล้านบาท
นายณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า ตลาดอาหารเจและแพลนต์เบส ในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 4.9 หมื่นล้านบาท กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9-10% ต่อปีอย่างต่อเนื่องมาหลายปี เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้จำกัดการรับประทานอาหารเจอยู่เพียงแค่ช่วงเทศกาลระยะสั้น 9 วันอีกต่อไป แต่ได้ขยายสู่การบริโภคตลอด 365 วัน จากเทรนด์การดูแลสุขภาพแบบยืดหยุ่น ที่เน้นลดเนื้อสัตว์และหันมาทานมังสวิรัติมากขึ้น

รวมถึงพฤติกรรมการทานเจตามวันเกิดของตนเอง เช่น คนเกิดวันอังคารก็ทานทุกวันอังคาร หรือการทานทุกวันพระ ประกอบกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้ออาหารพร้อมรับประทานที่ควบคุมงบประมาณได้ ส่งผลให้ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้สร้างยอดขายสินค้าเจของบริษัทเฉพาะในช่องทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่น รวมประมาณ 185 ล้านบาท แม้ยังไม่จบเทศกาล
“Real Food” แก้โจทย์เจจำเจ
นอกจากการเติบโตเชิงปริมาณแล้ว รูปแบบการบริโภคอาหารเจยังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคยุคใหม่มีความรู้และศึกษาข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทำให้หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูงที่มีการเติมวัตถุเจือปนอาหาร หรือแป้งที่ผ่านกระบวนการฟอกสีและขัดสีซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ส่งผลให้ความนิยมในอาหารเจรูปแบบเดิมที่ใช้แป้งและโปรตีนเกษตรมาปั้นเป็นเนื้อสัตว์จำแลง เช่น หมูกรอบเจ ปลาเจ ปลาหมึกเจ แผ่นปลา หรือเกี๊ยว รวมถึงกลุ่มแพลนต์เบสแบบแปรรูปลดน้อยลง แต่ผู้บริโภคหันมาต้องการ “อาหารจริง” (Real Food) ที่ใช้วัตถุดิบสดจากธรรมชาติ เช่น เห็ดสดและผักสดแทน
ขณะเดียวกันบริษัทได้เข้าไปแก้จุดอ่อนของอาหารเจแบบเดิมที่มักจะมันและเลี่ยนเมื่อทานติดต่อกันหลายวัน ด้วยการพัฒนาเมนูรสชาติจัดจ้านและเมนูฟิวชั่นที่หลากหลาย เพื่อให้คนทานเจไม่รู้สึกจำเจและสามารถทานได้ตลอดทั้งปี โดยวางทิศทางให้โรงงานเปรียบเสมือนครัวเล็ก ๆ ในบ้านที่ทำอาหารสดใหม่วันต่อวัน
“เราปรับมุมมองจากการเป็นโรงงานแช่แข็ง สู่การเป็นครัวบ้านที่ใช้วัตถุดิบสดอย่างผักและเห็ดปรุงส่งร้านวันต่อวัน ยุคนี้ผู้บริโภคข้ามผ่านอาหารเจแปรรูปมาสู่ Real Food ที่เน้นสุขภาพและความสะดวก โจทย์สำคัญของเราคือการสร้างความสมดุลทั้งความอร่อย สุขภาพ และราคาคุ้มค่า เพื่อตอบโจทย์การบริโภคต่อเนื่องตลอดทั้งปี” นายณัชโชติกล่าว

ปูพรม 50 เมนู ลุยทั้งปี
นายณัชโชติกล่าวต่อว่า สำหรับการจัดพอร์ตโฟลิโอรับดีมานด์ตลอดปี บริษัทมีสินค้าเจรวมประมาณ 50 รายการ (SKU) โดยในเทศกาลกินเจปีนี้ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 9 รายการ เพื่อสร้างความสดใหม่ให้ตลาดอย่างต่อเนื่อง แบ่งสัดส่วนพอร์ตสินค้าเป็นกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน หรือกลุ่มข้าวกล่อง 55% ภายใต้แบรนด์หลักอย่าง VG for Love ที่วางจำหน่ายตลอดทั้งปี และกลุ่มเบเกอรี่ 45% ภายใต้แบรนด์เลอแปงและซาลาเปาแบรนด์เจด ดราก้อน (Jade Dragon) เพื่อเจาะครบทั้งมื้อหลักและมื้อว่าง
ทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญในปีนี้คือการร่วมมือทางธุรกิจครั้งแรกระหว่าง “เจด ดราก้อน” กับแบรนด์นมถั่วเหลือง “ดีน่า” (Dna) ส่งซาลาเปาเจผสมนมถั่วเหลืองและธัญพืช 3 รสชาติ เพื่อรับเทรนด์การดูแลสุขภาพระยะยาว
“ปีนี้เป็นปีแรกที่เจด ดราก้อน จับมือกับดีน่า เพื่อทดลองตลาด โดยนำจุดแข็งเรื่องนมถั่วเหลืองมาเสริมกับซาลาเปา ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก และมีแผนจะต่อยอดความร่วมมือไปยังเบเกอรี่และแบรนด์อื่น ๆ ต่อไปเพื่อขายได้ตลอดทั้งปี”
ภูเก็ตสนามทดลอง
นายณัชโชติกล่าวต่อไปว่า บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่งานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้ทำยอดขายในภูเก็ตไปแล้วเกือบ 5 ล้านบาท หรือประมาณ 4.8 ล้านบาทก่อนจบเทศกาล
แม้ตลาดกรุงเทพฯ จะมีขนาดใหญ่กว่าจากฐานชุมชนคนกินเจที่หนาแน่นอย่างย่านเยาวราช แต่ภูเก็ตเป็นตลาดใหญ่ที่มีภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเก่าแก่ มีทั้งคนท้องถิ่น คนต่างถิ่น และนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา บริษัทจึงใช้ภูเก็ตเป็นสนามทดลองตลาด เพื่อสำรวจความต้องการที่เปลี่ยนไปและวัดอัตราการซื้อซ้ำในเมนูท้องถิ่นอย่าง “ข้าวคั่วกลิ้งเจ” ก่อนนำข้อมูลไปต่อยอดขยายผลสู่ตลาดกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ



นอกจากนี้ ปัจจัยที่หนุนให้ตลาด Ready to Eat เติบโตได้ดีทั้งในภูเก็ตและทั่วประเทศ มาจากการเพิ่มขึ้นของกลุ่มครอบครัวเดี่ยวที่ยังคงทานอาหารนอกบ้านควบคู่กับการคุมค่าครองชีพ ซึ่งการที่สินค้าของซีพีแรมในร้านเซเว่นฯ จำหน่ายในราคาเดียวกันทั่วประเทศ ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคในเมืองท่องเที่ยวที่มีราคาอาหารสูง
กางแผน “ครัวสด 4 ชม.”
นายณัชโชติกล่าวถึงเบื้องหลังการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานว่า การปรับสู่โมเดลครัวอาหารสดมีความท้าทายสูงมากในการวางแผนที่แม่นยำ เนื่องจากบริษัทต้องจัดส่งสินค้าทั้งข้าวกล่องและเบเกอรี่เข้าร้านเซเว่นฯ รวมกันเกือบ 6 ล้านชิ้นต่อวัน โดยในช่วงเทศกาลเป็นอาหารเจหลายแสนชิ้นต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าแช่เย็นที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นเพียง 3-10 วัน เช่น ข้าวปั้น มีอายุ 3 วัน แต่วางขายในร้านจริงเพียง 1 วันครึ่งก็จำหน่ายหมด
ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การบริหารเวลาเพียง 4 ชั่วโมง หลังรับออร์เดอร์จากร้านเซเว่นฯ ตอนตี 4 และต้องหมุนล้อรถส่งสินค้าร้านแรกตอน 8 โมงเช้า จนครบทุกร้านภายใน 6 โมงเช้าของวันถัดไป บริษัทจึงต้องวางแผนร่วมกับเกษตรกรล่วงหน้าถึง 3 เดือน สำหรับการปลูกผักที่มีรอบการปลูก 45 วัน เพื่อให้มีวัตถุดิบสดส่งเข้าโรงงานทุกวันอย่างเพียงพอและรองรับปริมาณออร์เดอร์ที่ขึ้นลงตลอดเวลาโดยไม่ขาดส่ง
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก ทั้งจากภาวะสงครามที่ดันให้ค่าขนส่งปรับตัวขึ้นจนกระทบต้นทุนเดือนละหลายล้านบาท รวมถึงราคาวัตถุดิบผักสดที่เจอผลกระทบสองเด้ง จากดีมานด์ที่สูงในช่วงกินเจมาซ้ำเติมด้วยปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผักหายากและราคาแพงขึ้นมาก บริษัทจึงนำโครงการ “CD5” ซึ่งเป็นโครงการลดต้นทุนภายในของทุกหน่วยงานมาใช้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
“ปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งสูงขึ้นมากจากการกินเจและน้ำท่วม แต่เรานำโครงการ CD5 มาช่วยลดต้นทุนส่วนอื่นเพื่อคงราคาสินค้า ส่วนพื้นที่น้ำท่วมได้ปรับแผนใช้รถใหญ่หรือเรือขนส่งสินค้า เพื่อให้มีวางจำหน่ายไม่ขาดช่วง”
สำหรับแนวโน้มในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 บริษัทประเมินว่าภาพรวมยอดขายจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลกินเจไปแล้ว โดยมีร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าแช่เย็นแบบวันต่อวัน ควบคู่กับตลาดรองในกลุ่มสินค้าแช่แข็งผ่านแม็คโคร และโลตัส รวมเครือข่ายจุดจำหน่ายกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนถึงการเปลี่ยนสถานะของอาหารเจจากสินค้าตามฤดูกาล สู่สินค้าสุขภาพในชีวิตประจำวันที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้ธุรกิจได้ตลอดทั้งปี