รัฐบาลปิดประตู ‘ทักษิณ’ ยื่นนิรโทษกรรม ชี้ไม่เข้าเงื่อนไข
‘รมว.ยุติธรรม’ ปิดประตู ‘ทักษิณ’ ยื่นนิร ชี้ไม่เข้าเงื่อนไขเหตุมีคดีทุจริต – ม.112 มองเป็นสิทธิฟ้องกลับได้แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับกฎหมาย ‘ปกรณ์’ ยังไม่มีรายงานชุดกลั่นกรอง ยันดูมิติกฎหมาย ไม่ใช่การเมือง
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่า ขณะนี้คณะกรรมการชุดใหญ่ ยังไม่ได้รับเรื่องมาพิจารณา เชื่อว่าต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2561 ที่ได้กำหนดไว้ในรายละเอียด
ส่วนนายทักษิณ เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน เนื่องจากคนที่มีการยื่นเรื่องเข้าไปยังคณะอนุกรรมการยังไม่มีการสรุปและยังไม่ได้รายงานมายังคณะกรรมการชุดใหญ่ หากมีคงจะเป็นในรูปแบบของการเข้าที่ประชุม
เมื่อถามว่า ก่อนนิรโทษกรรมครั้งนี้ มีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระแสข่าวดีลแลกทางการเมือง พล.ต.ท.รุทธพล ปฏิเสธว่า ไม่น่าใช่ เพราะในรายละเอียดสาระของกฎหมายมีความชัดเจนอยู่แล้ว
รุทธพล รับติดมีคดีทุจริต – ม.112
เมื่อถามต่อว่า คดีทุจริตและคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่า ใช่
เมื่อถามว่า ทนายความของนายทักษิณ อ้างว่าเป็นคดีที่มาจากการรัฐประหารถือว่าฟังขึ้นหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องดูการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ แต่ตนมองว่าต้องยึดตามหลักข้อกฎหมายมากกว่า
เมื่อถามว่า ถือเป็นการปิดประตูการนิรโทษกรรมของนายทักษิณ หรือไม่ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เท่าที่ดู ต้องให้คณะอนุกรรมการ เป็นผู้พิจารณาว่ามีเงื่อนไขอย่างไร และเมื่อเรื่องมาถึงคณะกรรมการชุดใหญ่ ส่วนตัวมองว่าจะชัดเจนมากกว่า
ส่วนนายทักษิณจะสามารถยื่นฟ้องคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ที่ไหน หลังไม่เข้าเกณฑ์ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ ที่จะต้องไปยื่นที่ไหน แต่ในรายละเอียดในฐานะที่เป็นรองคณะกรรมการชุดนี้ คงจะเป็นประเด็นสาระทางกฎหมาย ส่วนตัวมองว่าเป็นสิทธิ์ที่สามารถฟ้องได้แม้ไม่เข้าเงื่อนไขก็ตาม แต่สุดท้ายต้องพิจารณาไปตามกฎหมาย

ปกรณ์ ยัน ม.112-ทุจริต ไม่เข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.สังคมสันติสุข
ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวถึงกรณีการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรอง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีการรายงานถึงกรณีของนายทักษิณ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน
เพราะในการทำงานของคณะกรรมการชุดใหญ่ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อกลั่นกรองเรื่องที่มีการยื่นคำร้องเข้ามา ว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ หากมีมติอย่างไร ก็จะส่งมาให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา แต่เบื้องต้น ทั้งคำร้องหรือคำวินิจฉัยชี้ขาด ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูล และนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการ
เมื่อถามว่า คณะกรรมการชุดใหญ่สามารถเห็นต่างกับคณะอนุกรรมการได้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ได้ อยู่ที่ว่าชุดใหญ่จะมีมีมติอย่างไร
เมื่อถามว่า ได้มีการดูนอกรอบหรือไม่ว่า กรณีของนายทักษิณ เข้าเกณฑ์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรเลย ตนเห็นตามข่าวว่าจะมีการร้องเข้ามา รวมถึงมีหลายท่านยื่นคำร้องเข้ามาด้วย แต่ยังไม่เห็นรายละเอียด เพราะขณะนี้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำลังรวบรวมอยู่
เมื่อถามว่า เงื่อนไขคดีมาตรา 112 ถือว่านอกเกณฑ์หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า สำหรับคดีมาตรา 112 มีการเขียนไว้ชัดเจนในกฎหมายว่า เรื่องคดีทุจริตและคดีมาตรา 112 จะไม่อยู่ในเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ดังกล่าว
ยึดกฎหมาย ไร้ดูมิติการเมือง
เมื่อถามว่า การที่มีชื่อนายทักษิณ จะทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่มี ตนก็ตรงไปตรงมา ตนไม่มีอะไร และไม่มีใครมาสั่งหรือบอกอะไรทั้งนั้น ตนก็เจอจากข่าวแค่นี้
ส่วนจะเป็นประเด็นทางการเมืองต่อหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องมิติทางการเมืองตนไม่ทราบ ตนดูมิติทางกฎหมาย แต่ไม่น่าจะมี เพราะทุกคนก็จับตามองพวกตนอยู่เหมือนกัน ใครจะไปกล้าทำผิดกฎหมาย
เมื่อถามว่า หากนายทักษิณ รู้แล้วว่าไม่เข้าเกณฑ์ แต่ยังยื่นเข้ามา จะมีผลหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิที่จะยื่นได้ ไม่ได้มีโทษ ใครคิดว่าเข้าเงื่อนไขก็ยื่นมาได้เหมือนกัน เราก็วินิจฉัยไปตามนั้น
เมื่อถามว่า หลังจากยื่นคำร้องแล้ว จะใช้เวลาพิจารณานานแค่ไหน นายปกรณ์ กล่าวว่า ต้องเข้าคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง หากมีมติก็ต้องดูว่ามีเหตุผลอย่างไร ก่อนจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่
เมื่อถามว่า การที่นายทักษิณให้เหตุผลว่า คดีของตัวเองเกิดจากผลพวงการรัฐประหาร แบบนี้ถือว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตไม่กล้าพูดตอนนี้ เพราะยังไม่เห็นเอกสาร เป็นกระแสข่าวที่ได้ยินมาอยู่แล้ว แต่ยังไม่เห็น ตนจึงยังไม่กล้าพูดและกล้าให้ความเห็น
