มช. ปั้น “PockaJoo” ถุงซึมซับปัสสาวะผู้ป่วยชาย แก้เพนพอยต์ผู้ป่วยติดเตียง เร่งต่อยอดเชิงพาณิชย์
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปั้นนวัตกรรม “PockaJoo” (พ็อคคาจู) ถุงซึมซับปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยชาย มุ่งแก้เพนพอยต์ผู้ป่วยติดเตียงอย่างตรงจุด ชูจุดเด่นสวมใส่ง่าย ลดความอับชื้น สาเหตุสำคัญของการเกิดแผลกดทับ พร้อมเตรียมขยายผลสู่ภาคธุรกิจเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวและลดปริมาณขยะผ้าอ้อมผู้ใหญ่ในประเทศ
นายณรงค์รัตน์ สวัสติกานนท์ นักกายภาพบำบัด ระดับเชี่ยวชาญ และหัวหน้าทีมพัฒนาถุงปัสสาวะเพศชาย (PockaJoo : พ็อคคาจู) ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรม “PockaJoo : พ็อคคาจู” มาจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและคนพิการ โดยพบว่าปัญหาภาวะแทรกซ้อนใหญ่ที่พบร่วมด้วยเสมอคือ การเกิดแผลกดทับและความอับชื้นจากการขับถ่าย แม้ภาครัฐจะมีการสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แต่ปริมาณที่แจกจ่าย (ประมาณ 2-3 ชิ้นต่อวัน) ไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริง ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องใส่ผ้าอ้อมแช่อยู่เป็นเวลานาน ความเค็มและความชื้นจากปัสสาวะจึงกัดเซาะผิวหนังให้อ่อนแอจนกลายเป็นแผลและกลายเป็นแผลกดทับในที่สุด
ประกอบกับผ้าอ้อมผู้ใหญ่แบบเดิมมีลักษณะสวมใส่ทั้งตัว เมื่อมีการปัสสาวะจะกระจายตัวเลอะบริเวณขาและก้น ทำความสะอาดยาก และต้องใช้แรงที่หนักมากของผู้ดูแลในการพลิกตัวผู้ป่วย แม้ในชุมชนจะมีความพยายามนำถุงพลาสติกมารัดประยุกต์ใช้ แต่ก็ไม่มีสารซึมซับ ทำให้เกิดการรั่วซึมและส่งกลิ่นสะสม
จากปัญหาและความลำบาก (Pain Point) ดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้ออกแบบ “พ็อคคาจู” (PockaJoo) ให้เป็นถุงซึมซับเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเพศชาย เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายที่สุด โดยพัฒนาระบบซึมซับจากเดิมที่เป็นผง มาเป็นแผ่นกระดาษซึมซับพิเศษ (SAP) ที่ช่วยดูดซึมของเหลวได้รวดเร็ว เปลี่ยนปัสสาวะให้เป็นเจล ไม่รั่วซึม ขอบถุงใช้วัสดุยืดหยุ่นและระบายอากาศได้ดี ไม่บาดหรือรัดแน่นจนเกิดอันตราย พร้อมขยายขนาดความจุรองรับได้ถึง 700 ซีซี เพื่อป้องกันการล้นจากการขับถ่ายซ้ำ

นายณรงค์รัตน์กล่าวต่อว่า ในด้านการสนับสนุนการดำเนินงานโครงการนี้ แบ่งออกเป็น 2 เฟส ได้แก่ เฟสแรก (เริ่มต้นปี 2568) ทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยตั้งต้นจากอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 300,000 บาท สำหรับพัฒนาตัวต้นแบบ (Prototype) ในรุ่นแรก ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงขนาดเล็กใช้ผงซึมซับน้ำ
เฟสต่อมา (ปี 2569) ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 400,000 บาท สำหรับต่อยอดพัฒนาเป็นตัวต้นแบบที่ 2 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และการปรับปรุงเรื่องเครื่องจักร พร้อมพัฒนาระบบล็อก (Lock) เพื่อช่วยให้กระชับเข้ากับสรีระเพศชายมากยิ่งขึ้น ป้องกันการรั่วซึม และเปลี่ยนจากการใช้ผงมาเป็นแผ่นกระดาษซึมซับพิเศษ (SAP) ที่ดูดซึมได้รวดเร็ว ขอบถุงใช้วัสดุยืดหยุ่นระบายอากาศได้ดี ไม่บาดผิว และมีความจุรองรับถึง 700 ซีซี
ปัจจุบันนวัตกรรมดังกล่าว มีตัวต้นแบบ (Prototype) ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อขยายไปสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน คือ บริษัท เอส.เจ.อีควิปเมนท์ แอนด์ แคร์ จำกัด (S.J. Equipment and Care ) ผู้ผลิตหน้ากากอนามัยในจังหวัดลำพูน ในการปรับปรุงเครื่องจักรและไลน์การผลิตเดิมมารองรับการผลิตถุงซึมซับปัสสาวะ ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรอุตสาหกรรมอย่างคุ้มค่า โดยหากเดินเครื่องผลิตแบบเต็มกำลัง (Full Scale) จะสามารถผลิตได้สูงถึง 8,000 ชิ้นต่อวัน ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท JP & More ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Licensing) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ด้านประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พ็อคคาจูถูกวางเป้าหมายราคาจำหน่ายไว้ที่เฉลี่ยประมาณ 10 บาทต่อชิ้น ซึ่งถูกกว่าผ้าอ้อมผู้ใหญ่ในท้องตลาดที่มีราคาเฉลี่ย 28-29 บาทต่อชิ้น ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่ครอบครัวผู้ป่วยได้เกินครึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณขยะติดเชื้อจากผ้าอ้อมผู้ใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณสูงถึงกว่า 1 ล้านชิ้นต่อวัน โดยถุงซึมซับรูปแบบใหม่นี้ช่วยลดขนาดขยะลงได้ถึง 10 เท่า
“ผลิตภัณฑ์ PockaJoo ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยในกลุ่มอาสาสมัครคนปกติเรียบร้อยแล้ว และกำลังก้าวสู่ขั้นตอนการทดสอบในกลุ่มผู้ป่วยจริงตามขั้นตอนจริยธรรมการวิจัยทางการแพทย์” นายณรงค์รัตน์กล่าว
นายณรงค์รัตน์กล่าวอีกว่า ในด้านการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ทีมผู้พัฒนาอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกระหว่าง 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การเปิดรับพาร์ตเนอร์หรือคู่ค้าทางธุรกิจมารับช่วงจัดจำหน่ายต่อ ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงช่องทางการตลาดได้กว้างขึ้น แต่ทีมผู้พัฒนาจะได้รับส่วนแบ่งในรูปแบบค่าตอบแทนลิขสิทธิ์ (Licensing) (ซึ่งคาดว่าจะได้รับน้อยกว่าประมาณ 20 เท่า) หรืออีกแนวทางคือ การจัดจำหน่ายและบริหารจัดการช่องทางตลาดเอง ซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเนื่องจากมีความคุ้นเคยกับการขายสินค้าออนไลน์และมีพาร์ตเนอร์โรงงานช่วยผลิตให้อยู่แล้ว
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มีความพร้อมด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) แล้ว และคาดว่าจะพร้อมเริ่มทยอยออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ในช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้ (2570) โดยเฟสงานวิจัยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ที่จะสิ้นสุดในช่วงเดือนตุลาคมปีหน้า (2570) จะมีการเก็บข้อมูลการใช้งานจริงร่วมกับผู้ป่วยควบคู่กันไป เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานจริงและการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน
