เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
วิกฤตไซเบอร์ช็อกโลก 30 ชาติผวา เฮโล เตือนสำรองน้ำ-อาหาร-เงินสด
Tech วิกฤตไซเบอร์ช็อกโลก 30 ชาติผวา เฮโล เตือนสำรองน้ำ-อาหาร-เงินสด
SET เสียหลักหลุด 1,500 จุด! สถาบัน-โบรกฯ เทขาย 1.97 พันล้าน ต่างชาติสวนซื้อ
Finance SET เสียหลักหลุด 1,500 จุด! สถาบัน-โบรกฯ เทขาย 1.97 พันล้าน ต่างชาติสวนซื้อ
Super LBA ดึง 3 แม่ทัพธุรกิจ ถ่ายทอดกลยุทธ์ความยั่งยืน CG-ESG
Biz Movement Super LBA ดึง 3 แม่ทัพธุรกิจ ถ่ายทอดกลยุทธ์ความยั่งยืน CG-ESG
เมตตา รุ่งรัตน์ นักแสดงอาวุโส “ไข่มุกดำแห่งเอเชีย” เสียชีวิต อายุ 83 ปี
News เมตตา รุ่งรัตน์ นักแสดงอาวุโส “ไข่มุกดำแห่งเอเชีย” เสียชีวิต อายุ 83 ปี
ภูมิใจไทย จ่อแก้ข้อบังคับการประชุม ให้อำนาจประธานสภา เพิ่ม-ลดจำนวน กมธ. 35 คณะได้
Politics ภูมิใจไทย จ่อแก้ข้อบังคับการประชุม ให้อำนาจประธานสภา เพิ่ม-ลดจำนวน กมธ. 35 คณะได้
ปิดฉากมหกรรมบ้าน-คอนโด #50 ยอดขายทะลุหมื่นล้าน คนรุ่นใหม่แห่ซื้อคอนโดฯ 3-7 ล้าน
Real Estate ปิดฉากมหกรรมบ้าน-คอนโด #50 ยอดขายทะลุหมื่นล้าน คนรุ่นใหม่แห่ซื้อคอนโดฯ 3-7 ล้าน
ปิดฉากเวทีการลงทุน “รัสเซีย–ไทย” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 พร้อมกิจกรรมวัฒนธรรมและกีฬาสานสัมพันธ์
Biz Movement ปิดฉากเวทีการลงทุน “รัสเซีย–ไทย” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 พร้อมกิจกรรมวัฒนธรรมและกีฬาสานสัมพันธ์
UNESCO ไฟเขียว ‘อุทยานธรณีขอนแก่น’ จ่อเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งที่ 3 ของไทย
เศรษฐกิจภูมิภาค UNESCO ไฟเขียว ‘อุทยานธรณีขอนแก่น’ จ่อเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งที่ 3 ของไทย
ราคาทองวันนี้ (3 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (3 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,300 บาท
SCB FM คาดเลือกตั้งสหรัฐ เดโมแครตชนะ กระทบตลาดเงินระยะสั้น-ดึงบาทอ่อนลงอีก
Finance SCB FM คาดเลือกตั้งสหรัฐ เดโมแครตชนะ กระทบตลาดเงินระยะสั้น-ดึงบาทอ่อนลงอีก
ดูทั้งหมด

ระบบบำนาญไทยพร้อมแค่ไหน ? เปิดผลจัดอันดับโลกและ 4 โจทย์ที่ต้องเร่งแก้

03 พ.ย. 2569 | 16:50น.

‘เงินบำนาญ’ หลักประกันสำคัญของคนทำงานที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง แต่ในวันที่โลกเผชิญทั้งเศรษฐกิจผันผวน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และรูปแบบงานยุคใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ระบบบำนาญทั่วโลกกำลังเจอบททดสอบครั้งใหญ่ว่ายังรองรับอนาคตได้จริงหรือไม่

“ประชาชาติธุรกิจ” พาถอดบทเรียนสำคัญจากรายงาน Marsh CFA Institute Global Pension Index (MCGPI) ประจำปี 2026 จากความร่วมมือระหว่าง Marsh, CFA Institute และสถาบัน Monash Centre for Financial Studies (MCFS) ที่สำรวจ 55 ระบบบำนาญ ครอบคลุมประชากร 66% ทั่วโลก

ร่วมหาคำตอบว่าทำไมบางประเทศถึงได้เกรด A และประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างอย่างไรเพื่อให้คนเกษียณรอดพ้นจากความยากจน

ภาพรวมระบบบำนาญโลก

รายงานระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องบวกกับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความยั่งยืนทางการเงินของระบบบำนาญทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระบบบำนาญทั่วโลกมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยรวมของดัชนีเพิ่มขึ้น 1.1 จุด จากปี 2025

รายงานเปิดเผย 6 ประเทศที่มีดัชนีระบบบำนาญ เกรด A ของโลก (คะแนนรวมมากกว่า 80 คะแนน) ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (85.8), เดนมาร์ก (84.1), ไอซ์แลนด์ (84.0), สิงคโปร์ (82.0), อิสราเอล (81.9) และออสเตรเลีย (80.6) ซึ่งก้าวขึ้นมารับเกรด A เป็นครั้งแรกในปีนี้

เมื่อเจาะลงไปในแต่ละมิติของดัชนี พบประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละมิติย่อย ดังนี้

  • ด้านความเพียงพอ (Adequacy) : คูเวต ได้คะแนนสูงสุดที่ 88.3 คะแนน
  • ด้านความยั่งยืน (Sustainability) : เดนมาร์ก ได้คะแนนสูงสุดที่ 84.8 คะแนน
  • ด้านธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือ (Integrity) : ฟินแลนด์ ได้คะแนนสูงสุดที่ 90.5 คะแนน

สำรวจดัชนีทั่วเอเชีย

ขณะที่ดัชนีระบบบำนาญของประเทศในแถบเอเชียและอาเซียน นอกจาก ‘สิงคโปร์’ ที่ได้เกรด A เพียงที่เดียวและคะแนนสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก สามารถแบ่งคะแนนตามเกรดได้ดังนี้

กลุ่มเกรด B (คะแนน 70-79 คะแนน)

  • ซาอุดีอาระเบีย : 73.2 คะแนน (อันดับ 12 ของโลก)
  • คูเวต : 72.9 คะแนน (อันดับ 13 ของโลก)
  • ฮ่องกง (Hong Kong SAR) : 71.2 คะแนน (อันดับ 17 ของโลก)

กลุ่มเกรด C+ (คะแนน 60-69 คะแนน)

  • โอมาน : 69.9 คะแนน (อันดับ 21 ของโลก)
  • กาตาร์ : 66.0 คะแนน (อันดับ 28 ของโลก)
  • คาซัคสถาน : 64.8 คะแนน (อันดับ 29 ของโลก)
  • มาเลเซีย : 61.1 คะแนน (อันดับ 35 ของโลก)
  • จีน : 60.6 คะแนน (อันดับ 36 ของโลก) ขยับขึ้นมาจากเกรด C ในปี 2025 จากการเพิ่มบำนาญขั้นต่ำและการปรับปรุงธรรมาภิบาล

กลุ่มเกรด C (คะแนน 50-59 คะแนน)

  • ไต้หวัน : 59.7 คะแนน (อันดับ 37 ของโลก)
  • ญี่ปุ่น : 58.0 คะแนน (อันดับ 39 ของโลก)
  • เกาหลีใต้ : 56.4 คะแนน (อันดับ 45 ของโลก)
  • เวียดนาม : 54.6 คะแนน (อันดับ 47 ของโลก)
  • ไทย : 52.2 คะแนน (อันดับ 49 ของโลก)
  • อินโดนีเซีย : 50.7 คะแนน (อันดับ 50 ของโลก)

กลุ่มเกรด D (คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน)

  • ฟิลิปปินส์ : 49.2 คะแนน (อันดับ 52 ของโลก)
  • อินเดีย : 46.8 คะแนน (อันดับ 53 ของโลก)

ความต่าง 6 ประเทศอาเซียน

เมื่อเจาะลึกลงไปใน 6 ประเทศอาเซียนที่มีการให้คะแนนดัชนีบำนาญ ปี 2026 พบผลที่น่าสนใจดังนี้

  • สิงคโปร์ (เกรด A – 82.0 คะแนน) : บริหารจัดการผ่านกองทุน Central Provident Fund (CPF) ที่ครอบคลุมแรงงานและผู้อยู่อาศัยถาวร โดยกำหนดให้ถอนเงินไปใช้ด้านที่อยู่อาศัยและการแพทย์ได้บางส่วน ขณะที่เงินส่วนใหญ่จะถูกล็อกไว้จ่ายเป็นรายได้ตลอดชีวิตผ่านระบบ CPF Life มีจุดแข็งโดดเด่นระดับโลกด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล (90.4 คะแนน)
  • มาเลเซีย (เกรด C+ – 61.1 คะแนน) : พึ่งพากองทุน Employee Provident Fund (EPF) เป็นหลัก มีสินทรัพย์บำนาญต่อ GDP ในระดับที่ดี และมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
  • เวียดนาม (เกรด C – 54.6 คะแนน) : โดดเด่นด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (59.6 คะแนน) ซึ่งสูงกว่าไทยและอินโดนีเซีย แต่มีจุดอ่อนร้ายแรงในด้านความยั่งยืนทางการเงินระยะยาว (37.8 คะแนน) เนื่องจากระบบกองทุนบำนาญภาคเอกชนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
  • ไทย (เกรด C – 52.2 คะแนน) : แม้คะแนนรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 50.6 คะแนนในปี 2025 แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญในมิติด้านความเพียงพอ (48.2 คะแนน) และความยั่งยืน (45.2 คะแนน)
  • อินโดนีเซีย (เกรด C – 50.7 คะแนน) : มีระบบประกันสังคมภาคบังคับ แต่ได้คะแนนมิติด้านความเพียงพอต่ำที่สุดในอาเซียน (39.7 คะแนน)
  • ฟิลิปปินส์ (เกรด D – 49.2 คะแนน) : แม้จะทำคะแนนด้านความยั่งยืนได้ดี (63.9 คะแนน) แต่คะแนนธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ต่ำที่สุดในภูมิภาค (35.7 คะแนน)

เปรียบเทียบคะแนนดัชนีบำนาญโลก ปี 2026

ประเทศเกรดคะแนนรวมอันดับโลก
(จาก 55)
ความเพียงพอความยั่งยืนธรรมาภิบาล
สิงคโปร์A82.0482.8
(อันดับ 8)
75.3
(อันดับ 7)
90.4
(อันดับ 3)
มาเลเซียC+61.13554.0
(อันดับ 42)
56.4
(อันดับ 24)
79.0
(อันดับ 25)
เวียดนามC54.64759.6
(อันดับ 38)
37.8
(อันดับ 49)
69.8
(อันดับ 47)
ไทยC52.24948.2
(อันดับ 47)
45.2
(อันดับ 44)
68.3
(อันดับ 48)
อินโดนีเซียC50.75039.7
(อันดับ 52)
51.0
(อันดับ 34)
67.9
(อันดับ 49)
ฟิลิปปินส์D49.25244.7
(อันดับ 44)
63.9
(อันดับ 35)
35.7
(อันดับ 52)

โจทย์สำคัญ ระบบบำนาญ

รายงาน MCGPI 2026 ชี้ให้เห็นว่า ระบบบำนาญและการสร้างรายได้หลังการเกษียณทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างประชากรและวิถีการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

1. วิกฤตโครงสร้างประชากร (Demographic Shift & Longevity Trap)

อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ควบคู่กับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างภาระทางการเงินและความท้าทายมหาศาลต่อความยั่งยืนระยะยาวของระบบบำนาญ

การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุทำให้สัดส่วนแรงงานวัยทำงานต่อผู้สูงเกษียณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระบบบำนาญแบบจ่ายตามเก็บ (Pay-as-you-go) และกองทุนบำนาญของรัฐบาลหลายประเทศต้องตกอยู่ในภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างหนัก

2. เกณฑ์อายุเกษียณเดิมใช้ไม่ได้ผล (Outdated Traditional Retirement Age)

เกณฑ์อายุเกษียณแบบดั้งเดิมที่กำหนดไว้ ณ อายุ 60 หรือ 65 ปี เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างมาก

การยึดติดกับเกณฑ์อายุเกษียณเดิมโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน ทำให้ระยะเวลาที่ผู้สูงอายุต้องพึ่งพารายได้บำนาญยาวนานขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เงินออมหลังเกษียณจะหมดลงก่อนสิ้นอายุขัย

3. รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปและการเติบโตของ Gig Work (Evolving Work Patterns)

เส้นแบ่งระหว่าง “ชีวิตการทำงาน” และ “การเกษียณอายุ” เริ่มเลือนรางลงอย่างเห็นได้ชัด
จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของแรงงานอิสระ (Gig Workers), งานพาร์ตไทม์ และการทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้มักเข้าไม่ถึงระบบบำนาญภาคบังคับของนายจ้าง

รายงานจึงย้ำว่า ความยืดหยุ่นในระบบบำนาญไม่ใช่สิ่งเลือกได้อีกต่อไป (Flexibility is no longer optional) แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปรับปรุง ทั้งในมิติของช่วงเวลาการเข้าถึงรายได้บำนาญ โครงสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการรองรับผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในบางรูปแบบหลังวัยเกษียณ

เจาะลึกมุมมองระบบบำนาญ

จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอไป หลาย ๆ คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจอยากทราบมุมมองของผู้ที่ทำการสำรวจและรายงานดัชนีดังกล่าวว่า ประเทศที่เป็นอันดับต้น ๆ ในดัชนี ทำอย่างไร มีระบบบำนาญเป็นอย่างไร และสำหรับประเทศไทยเอง ยังมีจุดไหนในระบบบำนาญที่ต้องไปพัฒนาต่อ

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสถามเพิ่มเติมจาก Tim Jenkins, Partner ของ Marsh People and Investments และเป็นผู้เขียนหลักของรายงานดัชนีเงินบำนาญโลก Marsh CFA Institute Global Pension Index (MCGPI) ประจำปี 2026 ถึงมุมมองของระบบบำนาญ ทั้งของไทย และประเทศอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เหตุผล เนเธอร์แลนด์-เดนมาร์ก เบอร์ 1-2 โลก

ประเด็นแรกที่น่าสนใจ คือ การที่เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก ได้รับการจัดอันดับดัชนีบำนาญ สูงเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดยมีคะแนน 85.8 และ 84.1 คะแนนตามลำดับ

Tim ให้ข้อมูลว่า เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก ครองอันดับหนึ่งร่วมกัน เพราะพิสูจน์แล้วว่าจ่ายเงินดูแลคนแก่ได้จริง ระบบการเงินมั่นคงไม่เสี่ยงล้มละลาย และมีความโปร่งใสตรวจสอบได้สูง ขณะที่คนแก่ที่ไม่มีรายได้ จะได้รับเงินช่วยเหลือขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตจริง

นอกจากนี้ สัดส่วนเงินบำนาญที่ได้รับต่อเดือนถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนยังทำงาน ทำให้หยุดทำงานแล้วไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต และลูกจ้างส่วนใหญ่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือบำนาญของบริษัทรองรับ และมีเงินสะสมในกองทุนรวมกันเป็นก้อนใหญ่มาก เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ

เบื้องหลัง ‘สิงคโปร์’ เกรด A หนึ่งเดียวในอาเซียน

สิงคโปร์ เป็นประเทศเดียวในแถบเอเชีย ที่ได้รับดัชนีบำนาญเกรด A และมีอันดับสูงถึงที่ 4 ของโลก

Tim ระบุว่า สิงคโปร์ได้รับเกรด A เนื่องจากระบบบำนาญมีประสิทธิภาพแข็งแกร่งมากทั้งในมิติด้านความเพียงพอ และมิติด้านความน่าเชื่อถือ/ธรรมาภิบาล รวมถึงทำผลงานได้ดีในมิติด้านความยั่งยืน (Sustainability)

สำหรับสิงคโปร์ มีรูปแบบระบบบำนาญ โดยใช้รูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง (CPF) มีการรวมเงินสมทบภาคบังคับที่ได้รับเงินทุนเต็มจำนวน (Fully funded) จากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เข้ากับการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาลเข้มแข็ง

โดยเงินออมใน CPF สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้านที่อยู่อาศัยและการรักษาพยาบาลได้ แต่จะมีการกันเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับการเกษียณอายุโดยเฉพาะ และทยอยเบิกจ่ายผ่านโครงการ CPF Life ซึ่งมอบรายได้หลังเกษียณตลอดชีพ สิ่งนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นในระหว่างวัยทำงานและการคุ้มครองรายได้ในบั้นปลายชีวิต

Tim ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ความต่างสำคัญจากเพื่อนบ้านในอาเซียนคือ ระบบนี้บังคับใช้กับคนทำงานสิงคโปร์ทุกคนรวมถึงผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวร ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนมีคนทำงานเพียงส่วนน้อยที่มีกองทุนของบริษัท และเงินช่วยเหลือคนจนจากรัฐมักเป็นเพียงเบี้ยยังชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

จุดแข็ง-จุดอ่อน ระบบบำนาญไทย

ในรายงานดัชนีบำนาญโลก มีการให้คะแนนประเทศไทย อยู่ที่ 52.2 คะแนน เป็นอันดับ 49 ของโลก สิ่งที่อาจเป็นคำถามของใครหลายคนคือ ประเทศไทยมีจุดแข็ง-จุดอ่อนอย่างไรในระบบบำนาญปัจจุบัน

Tim ระบุว่า เกรด C ของประเทศไทยสะท้อนถึงระบบที่มีรากฐานด้านธรรมาภิบาลที่ดี แต่ยังมีช่องว่างในเรื่องความเพียงพอของเงินเกษียณและความยั่งยืนในระยะยาว คะแนนดัชนีย่อยด้านธรรมาภิบาล (Integrity) ที่ได้เกรด B (68.3 คะแนน) สะท้อนถึงการมีกฎระเบียบ การกำกับดูแล การคุ้มครองสมาชิก และการสื่อสารที่ดี

อย่างไรก็ตาม ด้านความเพียงพอของเงิน (48.2) และความมั่นคงระยะยาว (45.2) ยังได้คะแนนต่ำ เพราะคนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงกองทุนบำนาญเอกชน อัตราเงินสมทบยังน้อยเกินไป เบี้ยคนชรายังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และยังไม่มีการสะสมเงินเตรียมพร้อมล่วงหน้ามากพอ

นอกจากนี้ ผลสำรวจ Marsh Thailand RISE Survey มีการเปิดเผยผลสำรวจระดับนายจ้างจากองค์กร 173 แห่งที่ทำการสำรวจ พบว่า พบว่าแม้ 87.7% จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงาน แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทส่วนใหญ่จ่ายสมทบเพียง 5%-8% ครึ่งหนึ่งของบริษัทไม่มีแผนลงทุนเริ่มต้นให้ (ปล่อยให้พนักงานเลือกเอง ซึ่งหลายคนไม่ได้เลือกหรือเลือกแผนที่ไม่เติบโต)

มีเพียง 3% เท่านั้นที่ใช้ระบบปรับสัดส่วนการลงทุนตามอายุ (เช่น อายุน้อยเน้นลงทุนเพื่อเติบโต พอใกล้เกษียณค่อยย้ายไปสินทรัพย์ปลอดภัย)

บทเรียน 3 มหาอำนาจเอเชีย

เมื่อถามถึงภาพการเปลี่ยนแปลงของระบบบำนาญใน 3 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พบความน่าสนใจดังนี้

จีน (ขยับขึ้นมาเกรด C+) : เน้นดึงคนเข้าสู่ระบบมากขึ้น เร่งสร้างเงินกองทุน และเพิ่มทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย

ญี่ปุ่น : ต้องเร่งให้คนมีกองทุนบำนาญเอกชนมากขึ้น หาเครื่องมือการเงินที่แปลงเงินออมเป็นรายได้รายเดือน และคุมภาระงบประมาณของรัฐ

เกาหลีใต้ : ระบบตรวจสอบโปร่งใสดีมาก แต่คนแก่ที่มีรายได้น้อยก็ยังประสบปัญหาเงินไม่พอใช้

Tim ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างประชากรที่ยังไม่ได้แก่ตัวเร็วแบบจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ที่อัตราการเกิดดิ่งลงและคนอายุยืนขึ้นมาก อย่างไรก็ดี สังคมสูงวัยก็ยังเป็นแรงกดดันที่ไทยต้องรีบปรับตัวล่วงหน้า

แนวทางสำคัญคือ การต่อยอดจากระบบที่ดี ด้วยการดึงแรงงานเข้าสู่ระบบบำนาญให้มากขึ้น เพิ่มเงินช่วยเหลือคนแก่ยากจน และปรับปรุงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท เช่น ตั้งเกณฑ์เงินสมทบให้ชัดเจน ใช้แผนลงทุนปรับตามอายุเป็นค่าเริ่มต้น และหมั่นประเมินผลงานของบริษัทจัดการกองทุน

Tim ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ระบบที่ดีต้องทำให้คนเข้าถึงได้กว้างขวาง มีเงินใส่เข้าไปมากพอ และมีวิธีเปลี่ยนเงินก้อนให้เป็นเงินรายเดือนไว้ใช้ตลอดชีพ

สังคมสูงวัย-ฟรีแลนซ์ กับภาพระบบบำนาญ

อีกโจทย์หนึ่งที่น่าสนใจและเป็นความท้าทายของระบบบำนาญ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการเกิดขึ้นของรูปแบบงานอิสระ อย่างฟรีแลนซ์ และกลุ่มคนทำงานที่เป็นลักษณะชั่วคราว หรือ Gig Worker

แล้ว 2 สิ่งนี้ เข้ามาเปลี่ยนระบบบำนาญอย่างไร ?

Tim สะท้อนว่า การเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กองทุนต้องจ่ายเงินดูแลคนนานขึ้น ในขณะที่คนวัยทำงานที่คอยหาเงินเข้ากองทุนและจ่ายภาษีมีน้อยลง ขณะที่งานฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ หรืองานรับจ้างอิสระ ไม่มีระบบหักเงินเดือนเข้ากองทุนแบบเดิม ทำให้ระบบเกษียณต้องยืดหยุ่นและรองรับคนกลุ่มนี้ได้มากขึ้นด้วย

รายงานแนะนำว่า ใครที่ยังแข็งแรงและอยากทำงานต่อ ควรเปิดทางให้เลือกอายุเกษียณได้อย่างยืดหยุ่น แต่สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพหรือต้องดูแลคนในครอบครัว รัฐก็ยังต้องมีสวัสดิการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

คำแนะนำ 4 ข้อ ปฏิรูประบบบำนาญไทย

Tim ระบุว่า ดัชนีระบุภารกิจสำคัญ 4 ประการสำหรับประเทศไทยในการยกระดับระบบบำนาญ ดังนี้

  1. ดึงคนทำงานเข้าสู่กองทุนบำนาญของที่ทำงานให้มากขึ้น เพื่อให้มีเงินเก็บสะสมก้อนใหญ่ขึ้นในระยะยาว
  2. เพิ่มเงินช่วยเหลือขั้นต่ำให้คนแก่ที่ยากจน (เบี้ยยังชีพคนชรา) ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพจริง
  3. ลดหนี้สาธารณะของประเทศ เพื่อให้ภาครัฐมีงบประมาณมาจัดสวัสดิการประชาชนได้เต็มที่
  4. กระตุ้นให้ประชาชนเก็บออมเงินมากขึ้น และเร่งลดหนี้ครัวเรือน

ทั้งนี้ การนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้จริงย่อมต้องดูความพร้อมและจังหวะเวลาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองควบคู่กันไปด้วย