เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เร่งปิดดีลขาย ‘รอยัลออคิดฯ’ เคลียร์หนี้-คืนเงินผู้ถือหน่วย
Finance เร่งปิดดีลขาย ‘รอยัลออคิดฯ’ เคลียร์หนี้-คืนเงินผู้ถือหน่วย
ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
Biz Movement ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
Biz Movement ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
Business ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
World โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
World ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
Tech CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
ดูทั้งหมด

วิเคราะห์มุมมองอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ : สวัสดิการ บำนาญแห่งชาติ และ Earmarked VAT

31 ต.ค. 2569 | 09:19น.
แฟ้มภาพ
บทความ : โดย รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากสวัสดิการที่ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล สู่สิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องมีแหล่งเงินรองรับ

ในสังคมที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged Society) คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่ารัฐควรจ่ายเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุเดือนละเท่าใด หรือ ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อสวัสดิการข้าราชการและประชาชนทั่วไปขนาดไหน แต่อยู่ที่ว่า เราต้องการให้ประชาชนมีหลักประกันในการดำรงชีวิตระดับใด ใครควรเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย และรัฐจะทำให้ระบบดังกล่าวดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรมทางการคลังอย่างไร

บทความนี้ทบทวนความคิดเห็นของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในเวทีเสวนาเรื่อง “ระบบบำนาญแห่งชาติเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน: สู่นโยบายพรรคการเมืองด้านระบบความคุ้มครองทางสังคมในผู้สูงอายุ” เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2566 ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ท่านมีมุมมองที่มีเหตุผลตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์และสะท้อนความรู้จากประสบการณ์ในภาคความเป็นจริง จึงสมควรที่จะนำมาถ่ายทอดให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ

วัตถุประสงค์ของบทความนี้คือการสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสวัสดิการและระบบบำนาญแห่งชาติ โดยเน้นการเปลี่ยนสวัสดิการจากนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีกฎหมายรองรับ ควบคู่กับการส่งเสริมการออมภาคบังคับและการออมโดยสมัครใจ ตลอดจนการปฏิรูประบบภาษี รวมถึงแนวคิด Earmarked VAT หรือการกำหนดวัตถุประสงค์ของรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่จัดเก็บเพิ่ม เพื่อนำไปใช้จ่ายเป็นงบประมาณที่เกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เคยแสดงความเห็นในแนวทางเดียวกัน

อนึ่ง บทความนี้ถอดประเด็นจากบันทึกการเสวนาดังกล่าว โดยมุ่งอธิบายแนวคิดและข้อเสนอในเวลานั้น ไม่ใช่การยืนยันว่าทุกประเด็นเป็นจุดยืนล่าสุดของคุณอภิสิทธิ์

สวัสดิการควรเป็นสิทธิ ไม่ใช่เพียงนโยบายที่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล

ประเด็นแรกที่น่าสนใจคือ การแยกความหมายระหว่าง “การสงเคราะห์” กับ “สวัสดิการในฐานะสิทธิ”

การสงเคราะห์มักหมายถึงการให้ความช่วยเหลือตามเงื่อนไข งบประมาณ หรือการพิจารณาของรัฐ ขณะที่ระบบสวัสดิการที่มีหลักประกันทางกฎหมายจะกำหนดสิทธิและเกณฑ์การได้รับประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนสามารถคาดหวังความคุ้มครองได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น

ในการเสวนาครั้งนั้น คุณอภิสิทธิ์เห็นด้วยกับหลักการที่ว่า ระบบความคุ้มครองขั้นพื้นฐานควรครอบคลุมประชาชนตามเกณฑ์ที่กำหนด และไม่ควรเป็นเพียงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงได้ตามรัฐบาลแต่ละชุด

สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเงินช่วยเหลือเพียงครั้งคราวตามนโยบายของนักการเมือง แต่อยู่ที่การกำหนดเป็นกฎหมายว่า ประชาชนควรได้รับหลักประกันขั้นต่ำอะไรบ้าง และจะทำให้สิทธินั้นมีผลในทางปฏิบัติได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม การบัญญัติสิทธิไว้ในกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ระบบมีความมั่นคงโดยอัตโนมัติ หากไม่มีรายได้เพียงพอรองรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง การออกแบบสิทธิและการออกแบบแหล่งเงินจึงต้องดำเนินไปพร้อมกัน

ระบบบำนาญแห่งชาติ: หลักประกันสามระดับ

ข้อเสนอที่คุณอภิสิทธิ์เห็นด้วยในงานวิจัยที่นำเสนอในการเสวนาคือ การพัฒนาระบบความคุ้มครองด้านรายได้ในวัยสูงอายุให้เป็น “ระบบบำนาญแห่งชาติ” โดยมีองค์ประกอบสามระดับ ได้แก่

  1. หลักประกันขั้นพื้นฐาน เป็นระบบความคุ้มครองขั้นพื้นฐานที่รองรับทุกคน เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุขาดรายได้ขั้นต่ำในการดำรงชีวิต
  2. ระบบการออมในวัยแรงงาน ซึ่งผู้ทำงานร่วมสมทบเงินออมเพื่อสร้างรายได้สำหรับวัยเกษียณ
  3. การออมเพิ่มเติมโดยสมัครใจ สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการออมมากขึ้น

แนวทางนี้พยายามเชื่อมโยงการคุ้มครองจากรัฐเข้ากับการออมของประชาชน แทนที่จะฝากความรับผิดชอบทั้งหมดไว้กับแหล่งเงินเพียงประเภทเดียว

หลักประกันขั้นพื้นฐานมีบทบาทในการป้องกันความยากจน ส่วนการออมระหว่างวัยทำงานช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้ในระยะยาว ขณะที่การออมเพิ่มเติมเปิดโอกาสให้แต่ละคนเตรียมความพร้อมตามกำลังและความต้องการของตนเอง

ถึงกระนั้น รายละเอียดของระบบยังต้องตอบคำถามอีกหลายข้อ เช่น ระดับรายได้ขั้นต่ำควรอยู่ที่เท่าใด และรัฐควรสมทบเงินให้กลุ่มใดเป็นพิเศษ ในประเด็นนี้ คุณอภิสิทธิ์เสนอให้มีกฎหมายกำหนดความคุ้มครองขั้นต่ำที่เหมาะสม โดยอาจใช้อ้างอิงเส้นความยากจน และจัดหาเงินทุนจากหลายแหล่งร่วมกัน ทั้งเงินที่มาจากการออมภาคบังคับ รายได้จากการปฏิรูประบบภาษี และการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม อีกทั้ง หากเก็บ VAT ในอัตราต่ำกว่า 10% ให้จ่ายเฉพาะผู้ที่ไม่มีบำนาญ/ประกันสังคม เช่น คนนอกระบบ เกษตรกร ผู้สูงอายุที่ไม่มีหลักประกัน

แนวคิดนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มภาษีเพื่อจ่ายสวัสดิการเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบระบบบำนาญที่ผสมผสานการออม การช่วยเหลือผู้ที่ขาดหลักประกัน และการรับรองสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมาย

คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: เงินมาจากไหน?

เมื่อกำหนดให้สวัสดิการเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ คำถามที่เป็นรูปธรรมต่อมาคือ รัฐจะหารายได้มารองรับสิทธินั้นจากที่ใด?

ในการเสวนา คุณอภิสิทธิ์กล่าวถึงข้อจำกัดด้านรายได้ภาษีของประเทศ เพราะรัฐเก็บภาษีได้เพียงประมาณ 13% ของ GDP และขาดเงินราว 4–5 แสนล้านบาท อีกทั้งความจำเป็นในการพิจารณาทั้งการปฏิรูประบบภาษี การจัดสรรงบประมาณ และการส่งเสริมการออม คุณอภิสิทธิ์ยังเสนอให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยตั้งข้อสังเกตว่าการลดภาษีไม่ได้ช่วยให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างว่าธนาคาร โทรคมนาคม พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ จ่ายภาษีนิติบุคคลเกือบ 50% ของทั้งหมด และเรียกการลดภาษีว่าเป็นการแจกเงินให้ผู้ถือหุ้นและพนักงาน ตลอดจนเรียกร้องให้เพิ่ม VAT 3% ทำให้รัฐมีเงินได้เพิ่มประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท

ดังนั้น การพิจารณาแหล่งเงินสำหรับสวัสดิการไม่ใช่แค่เรื่องการขึ้นภาษีหรือการออมเท่านั้น แต่ควรรวมถึงการทบทวนรายจ่ายภาษี การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณด้วย

Earmarked VAT: หากเก็บภาษีเพิ่ม ควรบอกให้ชัดว่าจะนำเงินไปทำอะไร

ข้อเสนอที่ชัดเจนจากการเสวนาคือแนวคิด Earmarked VAT หรือการกำหนดวัตถุประสงค์ของรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่จัดเก็บเพิ่มให้ชัดเจน โดยเสนอให้เชื่อมโยงรายได้ดังกล่าวกับการสร้างหลักประกันหรือการออมเพื่อวัยสูงอายุ โดยสำนักข่าว The Coverage (ดูแหล่งอ้างอิงลำดับที่ 3 ด้านท้ายบทความ) ได้อ้างอิงคำกล่าวของท่านไว้ว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านวินัยการเงินการคลังที่บอกไม่ให้ทำเอียร์มาร์ค ผมมองว่าสังคมในยุคปัจจุบันประชาชนไม่อยากจ่ายภาษีเพิ่ม เพราะไม่พอใจการใช้จ่ายภาษีในปัจจุบัน แต่ถ้าปัจจุบันมีความชัดเจนว่า 1 บาทที่เติมเข้าไปจะกลายเป็น 1 บาทที่อยู่ในบัญชีเงินออมของเขา ผมว่าอันนี้มีความเป็นไปได้”

คุณอภิสิทธิ์ยังได้สนับสนุนแนวคิดการปรับอัตรา VAT จาก 7% กลับไปที่ 10% เพราะเรามีการลดชั่วคราวเหลือ 7% มายาวนานกว่า 20 ปี และการขยับขึ้น 3% จะช่วยสร้างรายได้ราว 2 แสนกว่าล้านบาท โดยเสนอว่า หากรายได้จากส่วนที่เพิ่มขึ้นถูกกำหนดให้นำไปใช้สนับสนุนระบบบำนาญหรือเป็นการนำเงินเข้าบัญชีเงินออมของประชาชน โดยการออกแบบสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับผู้ที่มีหรือไม่มีบำนาญหรือสิทธิจากประกันสังคมอยู่แล้ว ก็อาจช่วยให้สังคมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาษีที่จ่ายกับประโยชน์ที่ได้รับได้ชัดเจนขึ้น

เราจึงสามารถสรุปเหตุผลสำคัญคือ การเพิ่มภาษีอาจได้รับการยอมรับยาก หากประชาชนไม่มั่นใจว่ารัฐจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเงินส่วนเพิ่มจะนำไปใช้เพื่ออะไร ใครจะได้รับประโยชน์ และตรวจสอบได้อย่างไร ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการจัดเก็บภาษีได้

อย่างไรก็ตาม เราสามารถพิจารณาร่วมกันต่อได้ว่า Earmarked VAT ไม่ใช่หลักประกันว่าระบบจะมีเงินเพียงพอโดยอัตโนมัติ รายได้ภาษีอาจเปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ภาระบำนาญเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุและระดับสิทธิที่กำหนด นอกจากนี้ ยังต้องออกแบบระบบและกลไกทางกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อให้การจัดสรรเงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์จริง

ความเป็นธรรมของ VAT ต้องพิจารณาควบคู่กับสวัสดิการ

แม้ Earmarked VAT อาจช่วยให้ประชาชนเห็นประโยชน์ของภาษีชัดขึ้น แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

คุณอภิสิทธิ์กล่าวชัดเจนว่า VAT เพิ่มความเหลื่อมล้ำ ทำให้เศรษฐกิจถดถอย และเติมเงินเฟ้อ ผู้เขียนจึงชวนพิจารณาต่อไปได้ว่า คือ VAT เป็นภาษีจากการบริโภค จึงอาจสร้างภาระเมื่อเทียบกับรายได้สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่าครัวเรือนรายได้สูง อีกทั้งการเพิ่มอัตราภาษีจึงอาจกระทบกำลังซื้อ โดยเฉพาะครัวเรือนที่ใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับสินค้าและบริการที่จำเป็น ตลอดจนการเพิ่ม VAT อาจกลายเป็นการเพิ่มช่องว่างทางการคลัง (fiscal space) ให้กับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ดังนั้น เราจึงควรพิจารณาต่อได้ว่า ก่อนตัดสินใจปรับ VAT ควรจะมีการประเมินผลกระทบต่อครัวเรือนแต่ละระดับรายได้ ควบคู่กับการพิจารณามาตรการชดเชยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายของรัฐ ซึ่งน่าจะมีงานศึกษาจำนวนมากอยู่แล้ว ทั้งจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการคลัง ตลอดจนคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือข้อตกลงร่วมกันของสังคม

ข้อคิดอีกประการจากเวทีเสวนาที่คุณอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึง คือ การสร้าง “ระบบบำนาญแห่งชาติ” ไม่ควรเป็นเพียงการแข่งขันเสนอจำนวนเงินที่ประชาชนจะได้รับ แต่พรรคการเมืองควรอธิบายให้ชัดเจนด้วยว่า จะสร้างรายได้จากแหล่งใด จัดสรรงบประมาณอย่างไร และจะทำให้ระบบมีความมั่นคงในระยะยาวได้อย่างไร

จึงสะท้อนว่า มุมมองของคุณอภิสิทธิ์เกี่ยวกับการกำหนดระดับบำนาญที่เหมาะสม มีความจำเป็นต้องพิจารณาทั้งความเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ความสามารถในการหารายได้ของรัฐ และ ความเป็นธรรมต่อประชาชน ตามที่คุณอภิสิทธิ์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ทำให้ระบบมั่นคงดีกว่ารีบทำแล้วล้มหรือเบี้ยวจ่ายทีหลัง และคนไม่เชื่อการใช้จ่ายของรัฐบาล

มุมมองและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของผู้เขียนบทความ

ข้อเสนอของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเสวนาที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2566 ชวนให้สังคมมองระบบสวัสดิการและบำนาญในภาพรวม ตั้งแต่การกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมการออม การปฏิรูประบบภาษี ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้จ่ายของรัฐ

ผู้เขียนเห็นว่า แนวคิด Earmarked VAT เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ควรนำมาพิจารณาและผลักดันอย่างจริงจัง ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังของประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองว่าเป็นคำตอบเพียงทางเดียว การตัดสินใจเชิงนโยบายจำเป็นต้องมีข้อมูลรองรับ ทั้งประมาณการรายได้และรายจ่าย ผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ และกลไกตรวจสอบการใช้เงินอย่างโปร่งใส

เพราะคำถามที่สังคมไทยต้องร่วมกันตอบไม่ใช่เพียงว่า เราจะให้สวัสดิการแก่ประชาชนได้มากเพียงใด แต่คือ เราต้องการสร้างหลักประกันชีวิตแบบใด และพร้อมจะร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของระบบนั้นอย่างไร

การเปลี่ยนความต้องการของสังคมให้เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นได้จริงตามมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ ผู้เขียนเห็นว่า นักการเมืองจะได้คะแนนนิยมอย่างมาก แต่จำเป็นต้องอาศัยทั้งเจตจำนงทางการเมือง (“Political Will”) การออกแบบนโยบายที่รอบคอบ และความโปร่งใสทางการคลังควบคู่กันไป

ที่สำคัญ ประเทศไทยต้องการนักเศรษฐศาสตร์ที่มองเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์และมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการใช้หลักเศรษฐศาสตร์เพื่อแสวงหาทางออกให้กับอนาคตประเทศ ไม่ใช่อ้างเพียงวินัยทางการคลังเพื่อจำกัดการจัดสรรสวัสดิการ โดยไม่ทบทวนความเหมาะสมของสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน หรือไม่พยายามอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพและบางกรณีไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

เพราะวินัยทางการคลังที่แท้จริงต้องให้ความสำคัญทั้งกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าและการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม โดยควรมีเป้าหมายสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

อ้างอิง

  1. ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย. (2566, 24 มีนาคม). บันทึกจากงาน “ระบบบำนาญแห่งชาติเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน: สู่นโยบายพรรคการเมืองด้านระบบความคุ้มครองทางสังคมในผู้สูงอายุ”
  2. เวทีเสวนาฯชงรีดภาษีมั่งคั่ง-ขึ้นVat หางบโปะ‘บำนาญแห่งชาติ’-ห่วง‘รุ่นเกิดล้าน’แก่แล้วจน
  3. ‘ระบบบำนาญผู้สูงอายุ’ เกิดขึ้นได้ ต้องมี ‘กม.รองรับ’ ยั่งยืนได้ ‘เงินต้องพร้อม’
  4. จุดยืนพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้งกับเจตนารมณ์สร้างระบบบำนาญผู้สูงอายุ
  5. YouTube. (EconTU Official). [Part 2/2] เวทีเสวนา “ระบบบำนาญแห่งชาติเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน” วันที่ 23 มีนาคม 2566
  6. คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

หมายเหตุ: เนื้อหาส่วนที่กล่าวถึงคุณอภิสิทธิ์เป็นการเรียบเรียงและถอดความจากบันทึกการเสวนา (แหล่งอ้างอิง รายการที่ 1 ถึง 4) ไม่ใช่บทถอดเสียงฉบับสมบูรณ์ (แหล่งอ้างอิง รายการที่ 5)