เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไฮเออร์ทุ่ม 5,250 ล้านบาท ตั้งโรงงานเครื่องซักผ้าระยอง
Business ไฮเออร์ทุ่ม 5,250 ล้านบาท ตั้งโรงงานเครื่องซักผ้าระยอง
ค่าเงินบาทวันนี้ (29 ต.ค.) เปิดตลาด 33.75 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (29 ต.ค.) เปิดตลาด 33.75 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
เปิดสเป็ก MacBook Pro ‘จอสัมผัส’ รุ่นแรก ใช้ชิป M5 Pro-M5 Max เริ่มต้น 104,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก MacBook Pro ‘จอสัมผัส’ รุ่นแรก ใช้ชิป M5 Pro-M5 Max เริ่มต้น 104,900 บาท
เปิดดีลใหญ่ PTTGC-SCGC รวมธุรกิจปิโตรเคมี ปั้นบริษัทร่วมทุน 1.86 แสนล้าน
Finance เปิดดีลใหญ่ PTTGC-SCGC รวมธุรกิจปิโตรเคมี ปั้นบริษัทร่วมทุน 1.86 แสนล้าน
ราคาที่ดิน ‘กทม.-ปริมณฑล’ ฟื้น ‘รถไฟฟ้า-M82’ ดันขึ้นยกแผง 
Real Estate ราคาที่ดิน ‘กทม.-ปริมณฑล’ ฟื้น ‘รถไฟฟ้า-M82’ ดันขึ้นยกแผง 
บทเรียนยุโรป ก่อนวิกฤตการคลังมาถึงไทย
Columns บทเรียนยุโรป ก่อนวิกฤตการคลังมาถึงไทย
กฟผ. เริ่มตั้งไข่โรงไฟฟ้า SMR จ้างที่ปรึกษา-รัฐตั้ง NEPIO ขับเคลื่อน
Economic กฟผ. เริ่มตั้งไข่โรงไฟฟ้า SMR จ้างที่ปรึกษา-รัฐตั้ง NEPIO ขับเคลื่อน
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (29 ต.ค.) ขยับขึ้น 0.45% อยู่ที่ 81,164 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (29 ต.ค.) ขยับขึ้น 0.45% อยู่ที่ 81,164 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (29 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (29 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เฟดคงดอกเบี้ย เควิน วอร์ชชี้ “เงินเฟ้อสูงเกินไป”
World เฟดคงดอกเบี้ย เควิน วอร์ชชี้ “เงินเฟ้อสูงเกินไป”
ดูทั้งหมด

‘พรายพล’ ชงผ่าตัดจัดสรร ‘ภาษีบาป’ 1.4 หมื่นล้าน ดึงงบกองทุนกีฬา-ผู้สูงอายุคืนคลัง คุมเข้ม สสส.-ไทยพีบีเอส

16 ต.ค. 2569 | 16:11น.

“พรายพล คุ้มทรัพย์” เสนอทางออกเชิงนโยบายการจัดสรรภาษีบาป 1.4 หมื่นล้านบาท ชี้คำถามไม่ควรมองแค่คงไว้หรือยกเลิก แต่ต้องใช้เกณฑ์ความจำเป็นด้านความเป็นอิสระ ชงคงเงินบำรุงไทยพีบีเอสและ สสส. พร้อมยกเลิกการกันเงินกองทุนผู้สูงอายุและกองทุนกีฬาเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน คืนเงิน 8,000 ล้านบาทสร้างวินัยการคลัง ภายใต้กรอบกำกับตรวจสอบกลางโดยรัฐสภา

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ เผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นการจัดสรรเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) ให้แก่ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส), กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งได้รับรวมกันกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณร้อยละ 0.4 ของงบประมาณแผ่นดิน ท่ามกลางกระแสการเสนอร่างกฎหมายในปี 2569 เพื่อยกเลิกการกันเงินบำรุงและนำรายได้ดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี

โดยอ้างอิงถึงข้อเสนอของ ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ที่ระบุว่าโจทย์สำคัญไม่ควรถกเถียงเพียงแค่ “คงไว้” หรือ “ยกเลิก” แต่ควรประเมินการใช้จ่ายเป็นรายกรณีโดยผู้ประเมินที่เป็นอิสระ เพื่อสร้างกติกาที่ทำให้เกิดความไว้วางใจ

ข้อสังเกตต่อระบบประเมินและการจัดสรรเงิน

ข้อสังเกตสำคัญในปัจจุบันพบว่า ปัญหาความไม่ไว้วางใจยังคงเกิดขึ้นในเรื่อง “ใครประเมินผู้ประเมิน” ซึ่งผลการประเมินต้องมีสภาพผูกมัดผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน กองทุนผู้สูงอายุและกองทุนกีฬาต่างก็อยู่ในระบบประเมินผลทุนหมุนเวียนอยู่แล้ว แต่ผลประเมินกลับไม่ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการตัดสินใจงบประมาณอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ควรกำหนดค่าเริ่มต้น (default) ของวงเงินเมื่อครบรอบการทบทวนให้ชัดเจน ว่าเงินจะใช้ต่อไปหรือสิ้นสุดลงหากไม่มีการตัดสินใจ

ขณะเดียวกัน ต้องแยกแยะว่าการกันเงินไว้เฉพาะ (Earmark) กับความเป็นอิสระขององค์กรไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ประสบการณ์ต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า องค์กรสามารถคงความเป็นอิสระได้แม้นับงบประมาณประจำปี เช่น VicHealth ในออสเตรเลีย ขณะที่บางองค์กรอาจขาดความเป็นอิสระได้แม้ได้รับเงินกันไว้เฉพาะ ดังนั้น ความเป็นอิสระจึงขึ้นอยู่กับหลักธรรมาภิบาลและหลักประกันทางกฎหมายมากกว่าวิธีการจัดสรรเงินเพียงอย่างเดียว

ระดับความจำเป็นด้านความเป็นอิสระของ 4 หน่วยงาน

เมื่อพิจารณาความจำเป็นด้านความเป็นอิสระ พบว่าทั้ง 4 หน่วยงานมีความจำเป็นไม่เท่ากัน:

  • ไทยพีบีเอส: จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระมากที่สุด เพื่อทำหน้าที่สื่อสาธารณะที่โปร่งใส เป็นกลาง และปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
  • สสส.: มีความจำเป็นด้านความเป็นอิสระในระดับปานกลางถึงสูง เพื่อให้ปลอดจากแรงกดดันของอุตสาหกรรมสุรา-ยาสูบ และต้องการความต่อเนื่องระยะยาว
  • กองทุนผู้สูงอายุ และ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ: มีความจำเป็นด้านความเป็นอิสระจากการเมืองค่อนข้างต่ำ แต่ต้องการความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

หลักการออกแบบตามมาตรฐานสากล

จากการศึกษารูปแบบในต่างประเทศ มีข้อสรุปในการออกแบบระบบ ดังนี้:

  1. ผลการประเมินต้องผูกมัด: ใช้หลักการ comply-or-explain กำหนดให้ผู้มีอำนาจต้องชี้แจงเหตุผลต่อรัฐสภาและสาธารณชน หากตัดสินใจต่างจากผลการประเมิน
  2. กำหนดค่าเริ่มต้นชัดเจน: ระบุสถานะวงเงินเมื่อสิ้นสุดรอบการทบทวน
  3. ใช้กรอบเงินหลายปี: เพื่อลดการต่อรองรายปี และไม่ควรตรงกับรอบการเลือกตั้ง
  4. หลักประกันแก่ผู้ประเมิน: มีอิสระทั้งที่มาการแต่งตั้ง งบประมาณ และการเปิดเผยรายงาน
  5. แยกเหตุผล: ระหว่างความเป็นอิสระกับความต่อเนื่องของภารกิจออกจากกัน

ข้อเสนอเชิงนโยบายและกรอบกำกับดูแลกลาง

ข้อเสนอโดยสรุปคือ คงเงินบำรุงไว้ 2 หน่วยงาน (ไทยพีบีเอส และ สสส.) และ ยกเลิกเงินบำรุง 2 กองทุน (กองทุนผู้สูงอายุ และ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ) โดยใช้เกณฑ์ว่าภารกิจนั้นต้องการความเป็นอิสระจากรัฐบาลจริงหรือไม่ หากไม่จำเป็นต้องอิสระ เงินก้อนนั้นควรกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณเพื่อแข่งขันกับรายจ่ายอื่นตามปกติ

พร้อมเสนอให้ตรากฎหมายว่าด้วยการกำกับรายจ่ายที่กันไว้เฉพาะ โดยมีกรอบกำกับตรวจสอบกลาง ดังนี้:

  • จัดตั้งคณะผู้ประเมินอิสระถาวร: สังกัดหน่วยงานของรัฐสภา (มิใช่ฝ่ายบริหาร) คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยผู้แทนรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม และวิชาการ มีวาระแน่นอน มีงบประมาณตนเอง และทำการประเมินทุก 4–5 ปี
  • ใช้หลัก Comply-or-explain: รัฐบาลต้องตอบข้อเสนอแนะภายใน 90 วัน หากไม่ปฏิบัติตามต้องชี้แจงต่อรัฐสภาและสาธารณะ
  • มาตรฐานเปิดเผยข้อมูลเดียวกัน: เปิดเผยสัดส่วนค่าบริหาร นโยบายเงินสำรอง ตัวชี้วัด และรายชื่อผู้รับทุนในรูปแบบข้อมูลเปิด (Open Data)
  • กำหนดเพดานเงินสำรอง: เช่น ไม่เกินร้อยละ 50 ของรายรับต่อปี ส่วนที่เกินให้นำไปหักลดเงินบำรุงหรือลดงบประมาณในปีถัดไป

แนวทางการจัดสรรเงินรายหน่วยงาน

  • ไทยพีบีเอส: คงเงินบำรุงภายใต้เพดานเดิม ปรับวิธีอนุมัติวงเงินเป็นกรอบ 4 ปี เสนอโดยคณะกรรมการประเมินอิสระ
  • สสส.: คงเงินบำรุงร้อยละ 2 พร้อมเพดาน และกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของทุนที่ต้องจัดสรรแบบเปิดแข่งขัน
  • กองทุนผู้สูงอายุ: ยกเลิกเงินบำรุง โอนเข้าระบบงบประมาณประจำปี โดยมีระยะเปลี่ยนผ่าน 3 ปี ที่กฎหมายรับรองว่างบประมาณจะไม่ต่ำกว่าระดับเดิม
  • กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ: ยกเลิกเงินบำรุง โดยจัดสรรงบประมาณประจำปีใน 2 รูปแบบ คือ แบบผูกกับข้อตกลงผลงาน และแบบทุนแข่งขัน

การยอมรับและผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย

ข้อเสนอนี้ออกแบบเพื่อให้ทุกฝ่ายบรรลุเป้าหมายสำคัญบนเงื่อนไขที่ยอมรับได้ร่วมกัน:

  • ฝ่ายปฏิรูปการคลัง: ได้เงินประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปีกลับเข้าระบบงบประมาณ และได้ระบบตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยแลกกับการยอมให้ 2 หน่วยงานยังคงรับเงินบำรุงนอกระบบ
  • ไทยพีบีเอส และ สสส.: ได้หลักประกันทางกฎหมายสำหรับแหล่งเงินและความเป็นอิสระ โดยแลกกับการยอมรับการประเมินจากองค์กรอิสระ เพดานเงินสำรอง และการเปิดเผยข้อมูลที่เข้มข้น
  • กองทุนผู้สูงอายุ และ กองทุนกีฬา: ได้หลักประกันวงเงินขั้นต่ำในช่วงเปลี่ยนผ่านและสถานะที่ชัดเจนในงบประมาณ โดยแลกกับการเข้าสู่กระบวนการแข่งขันงบประมาณประจำปี
  • รัฐบาลและฝ่ายการเมือง: ได้อำนาจจัดสรรเงินคืนมาบางส่วน และได้ข้อมูลประเมินเพื่อรักษาวินัยการคลัง โดยแลกกับภาระในการชี้แจงต่อสาธารณะหากตัดสินใจขัดแย้งกับผลประเมิน