บทเรียนยุโรป ก่อนวิกฤตการคลังมาถึงไทย
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงบนท้องถนนที่กำลังลุกลามในหลายประเทศของยุโรป สะท้อนปัญหา “วิกฤตการคลัง” ของยุโรปที่กำลังส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลทั่วโลกว่า การใช้จ่ายภาครัฐโดยขาดวินัยทางการเงินการคลัง อาจนำไปสู่ทางตันที่ยากจะหลีกเลี่ยง และเมื่อถึงวันที่รัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ได้อีกต่อไป สิ่งที่ต้องแลกอาจไม่ใช่แค่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชน
สิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเข้มแข็งและมีรัฐสวัสดิการเป็นรากฐานสำคัญ ก็ไม่อาจหลีกหนีข้อจำกัดทางการคลังได้ หากรายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ (ภาษี) ไม่เพียงพอ และภาระหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ กดดันให้รัฐบาลต้องรัดเข็มขัด จนถึงการลดหรือปรับโครงสร้างงบประมาณด้านสวัสดิการที่ประชาชนเคยได้รับ
นี่คือบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกและประเทศไทยต้องไม่มองข้าม เพราะการสร้างหลักประกันทางสังคมให้ประชาชนเป็นภารกิจจำเป็นของรัฐ แต่การรักษาสวัสดิการให้ดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน ก็ต้องตั้งอยู่บนฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง
สอดคล้องกับคำเตือนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (Worldbank) ให้รัฐบาลทั่วโลกต้องเริ่ม “รัดเข็มขัด” กลับมาให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลัง เตรียมพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น เพราะเวลานี้มีระเบิดเวลาหลาย ๆ ลูกรออยู่ข้างหน้า ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่โตต่ำ ไล่ไม่ทันกับการเติบโตของตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ยิ่งกดดันปัญหาวินัยการเงินการคลังมากขึ้น
สำหรับประเทศไทยแม้สถานการณ์อาจยังห่างไกลจากวิกฤตการคลังเช่นในยุโรป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะอยู่นอกเหนือความเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจไทยก็ติดกับดักโตต่ำมานาน ทั้งทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลมีความต้องการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน รวมถึงการแบกรับภาระสวัสดิการดูแลประชากรผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบางที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลก็มีขีดจำกัดมากขึ้น โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังส่งสัญญาณถึงความจำเป็นปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พร้อมยกเครื่องรัฐสวัสดิการเพื่อลดความซ้ำซ้อน ถือเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยดูแลเสถียรภาพการคลังให้ดีขึ้น แต่ดูเหมือนรัฐบาลอาจยังไม่พร้อมยอมรับความจริงว่าถึงเวลาต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้เรื่องนี้ก็ถูกซื้อเวลาออกไป
อย่างไรก็ดี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล มีเป้าหมายชัดในการทำงบประมาณปี 2570 ให้ขาดดุลลดลง เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง ถือเป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดสร้างความเชื่อมั่นเรื่องวินัยการคลังไว้ได้