ไทยยูเนี่ยน Q3 ยอดขาย 3.57 หมื่นล้าน เดินหน้า Strategy 2030
ไทยยูเนี่ยนเผยไตรมาส 3 ปี 2569 ยอดขาย 35,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% กำไรจากการดำเนินงาน 2,087 ล้านบาท โต 16.2% อัตรากำไรขั้นต้นยืนเหนือ 20% ต่อเนื่องเป็นไตรมาส 2 เดินหน้ากลยุทธ์ Strategy 2030 เน้นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม เพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุน พร้อมขยายลงทุนธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐ 160 ล้านดอลลาร์ และตั้งฐานอาหารสัตว์น้ำในเอกวาดอร์
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2569 สะท้อนความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลัก และยกระดับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ภายใต้การขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030
ไตรมาส 3 ไทยยูเนี่ยนมียอดขาย 35,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเป็นการเติบโตต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดต่อกัน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2%
อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20.4% ยืนเหนือระดับ 20% ต่อเนื่องเป็นไตรมาส 2 ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
นายธีรพงศ์กล่าวว่า บริษัทสามารถทำยอดขายได้อย่างโดดเด่น และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่เหนือระดับ 20% ได้เป็นไตรมาส 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อน Strategy 2030 อย่างมีวินัย
กลยุทธ์ดังกล่าวครอบคลุมการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม ยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่าง ๆ ภายในกลุ่มบริษัท
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อผู้บริโภค แต่บริษัทยังสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและบริหารจัดการต้นทุน
สำหรับธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปภายใต้แบรนด์ของไทยยูเนี่ยน ยอดขายเพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการลงทุนด้านการตลาด การเปิดตัวผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ การปรับบรรจุภัณฑ์ และการปรับภาพลักษณ์แบรนด์
บริษัทเดินหน้าขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของ King Oscar ในสหรัฐ พร้อมพัฒนา Parmentier สู่แบรนด์พรีเมี่ยม ควบคู่กับการปรับโฉมแบรนด์ในตลาดสำคัญ
ไทยยูเนี่ยนยังต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อทูน่าฉีก หรือ Pulled Tuna ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เปิดตัวภายใต้ 5 แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนในภูมิภาคยุโรป เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมี่ยมและยกระดับอัตรากำไรของธุรกิจหลัก
ด้านการลงทุน บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท เฟลป์ส เพ็ท โปรดักส์ ผู้ผลิตขนมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมี่ยมในสหรัฐ มูลค่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,300 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัท Thai Union Feedmill Ecuador S.A.S. เพื่อลงทุนในโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์
บริษัทมองว่าการลงทุนดังกล่าวจะช่วยต่อยอดขีดความสามารถของไทยยูเนี่ยนในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และเสริมความแข็งแกร่งให้การดำเนินงานในภูมิภาคอเมริกา
สำหรับผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดในช่วง 9 เดือนที่ 20% และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 7.8% อยู่ที่ 0.97 บาท
ไทยยูเนี่ยนยังเดินหน้ายกระดับแนวทางการจัดสรรเงินทุนให้มีความแม่นยำและรัดกุมมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนสูง ควบคู่กับการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนและแนวทางการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ความยั่งยืนยังเป็นส่วนสำคัญของทิศทางด้านการเงิน รวมถึงการระดมทุนผ่าน Blue Finance หรือการบริหารจัดการเงินเพื่อการอนุรักษ์ท้องทะเล เพื่อให้กลยุทธ์ด้านการเงินสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว
นายธีรพงศ์กล่าวว่า จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรก บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2569 ได้ตามที่คาดการณ์ไว้
พร้อมเดินหน้าจัดสรรการลงทุนภายใต้ทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ การขยายฐานผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม และการลงทุนในโอกาสทางธุรกิจที่สร้างคุณค่าสูง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้ Strategy 2030