ไทยยูเนี่ยนกำไรพุ่ง! GPM ทำนิวไฮ 21.4% อัพเป้ารายได้ปีนี้ แจกปันผล 0.40 บาท
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) โชว์ผลงานไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่ง ทำอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการทั้งปี หลังยอดขายและปริมาณขายเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.3% พร้อมตอกย้ำฐานะการเงินแข็งแกร่ง หลัง D/E ลดลงเหลือ 1.15 เท่า
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยบริษัททำอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% สูงกว่ากรอบเป้าหมายปี 2569 และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ขณะที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.3% จากปีก่อน นับเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 3.4%
ผลประกอบการไตรมาส 2 บริษัทมียอดขาย 33,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณการขายเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ส่วนกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% อยู่ที่ 7,238 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 2,150 ล้านบาท
“ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนกำลังสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ปริมาณการขายที่เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 รวมถึงเงินปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 14%” นายธีรพงศ์กล่าว
นายธีรพงศ์กล่าวว่า การทำสถิติ GPM สูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้รับแรงหนุนจากการบริหารสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ส่งผลให้ทุกกลุ่มธุรกิจหลักมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) มียอดขาย 16,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดที่ 23.8% จากความต้องการผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (Private Label) สำหรับปลาทูน่าและปลาแซลมอนบรรจุกระป๋อง รวมถึงความนิยมบริโภคปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรลที่เพิ่มขึ้น
ด้านกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) มียอดขาย 9,995 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แต่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 13.5% จากต้นทุนวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวยและการบริหารต้นทุน ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) มียอดขายเพิ่มขึ้น 2.3% ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 29.7% จากสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่คิดเป็น 52.4% ของยอดขาย ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) มียอดขายเพิ่มขึ้น 5.8% อยู่ที่ 2,508 ล้านบาท จากการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง บริษัทจึงปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2569 โดยเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของยอดขายเป็น 4-6% จากเดิม 3-4% และปรับเป้าอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 19.5-20.5% จากเดิม 19-20% พร้อมปรับลดงบลงทุน (CAPEX) ลงมาอยู่ที่ 5,000-5,500 ล้านบาท จากเดิม 5,500-6,000 ล้านบาท ขณะที่ยังคงเป้าหมายค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ที่ 13.5-14.5% และนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50%
ทั้งนี้ บริษัทระบุว่า การปรับเพิ่มประมาณการสะท้อนแนวโน้มธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงอัตรากำไรที่ดีขึ้นในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและอาหารทะเลแช่แข็ง ขณะที่การอ่อนค่าของเงินบาทตั้งแต่เดือนมิถุนายนมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออกและการแปลงค่างบการเงินของกิจการในต่างประเทศเป็นเงินบาท
