“ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” ชี้ถ้าเลื่อนเลือกตั้งจาก 24 ก.พ.62 ฉุดศก.ชะลอตัวครึ่งปีตั้งแต่ Q4/61-Q1/62
ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/61 และแสดงความเห็นถึงศักยภาพในการแข่งขันในอนาคตว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/61 เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2561 จะมีอัตราการเติบโตลดลง เนื่องจากผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศคู่ค้า
โดยมีการปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเติบโตลดลงจากระดับ 6.7% ในปีนี้เป็น 6.2% และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯก็ถูกปรับลดลงจาก 2.7% เป็น 2.5% ผลกระทบสงครามการค้าเริ่มส่งผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 3.9% ลดลงเหลือ 3.7%
และปริมาณการค้าโลกชะลอตัวลงชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4/61 ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวสูงขึ้นโดยค่าเฉลี่ยอาจขึ้นไปแตะระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้นจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ราคาสินทรัพย์ทางการเงินโดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลง
โดยคาดว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/61 เทียบกับไตรมาส 4/60 อยู่ที่ 4.2-4.3% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับการเติบโตครึ่งปีแรก (เทียบไตมาส 1/61 ขยายตัว 4.9%, ไตรมาส 2/61 ขยายตัว 4.6%)
การที่เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้มากกว่า 4% เป็นผลจากการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ อัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นและสูงกว่า 70% ไม่ต่ำกว่า 5 รายอุตสาหกรรม ทำให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวต่อเนื่อง ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งและกิจกรรมการเลือกตั้งส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในภาพรวม ภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี
อย่างไรก็ตาม หากการจัดการเลือกตั้งไม่เสรีและไม่เป็นธรรม จะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจและทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอน ไม่มั่นใจต่ออนาคตของประเทศ รวมทั้งอาจนำไปสู่การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต การเลื่อนการเลือกตั้งไปเรื่อยๆก็จะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การจัดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมรวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและออกแบบให้รัฐบาลมีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญต่อประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ดร.อนุสรณ์เน้นว่า หากมีเลื่อนการเลือกตั้งจาก 24 กุมภาพันธ์อีกจะส่งผลกระทบทำให้ภาคการลงทุนและเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2562 ซึ่งการจัดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในไตรมาส 4/61 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1/62 การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมจะนำมาสู่เสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและเศรษฐกิจไทยในอนาคต
“ไม่ควรวิตกกังวลการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะนำมาสู่ความขัดแย้งเผชิญหน้าหรือวิกฤตการณ์ทางการเมือง การไม่ปลดล็อคทางการเมืองต่างหากจะสร้างปัญหาและนำไปสู่ความรู้สึกว่ามีการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม การกดทับสิทธิเสรีภาพต่างหากที่จะสร้างปัญหาความขัดแย้งรุนแรงและทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น”
ส่วนการเคลื่อนไหวหลังการเลือกตั้งเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานหลักการประชาธิปไตยจะนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจการเมืองโลกมากกว่า ซึ่งจะส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีเสถียรภาพจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดีกว่าสิทธิประโยชน์พิเศษทั้งหลายที่มอบให้นักลงทุนต่างชาติ และ ระบบนิติรัฐ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้แข็งแกร่งขึ้น
ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งที่ความสามารถในการแข่งขันของไทยล่าสุดปี 2561 ปรับตัวลดลงทั้งที่รัฐบาลชุดนี้มีการเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Hard Infrastructure) จำนวนมาก แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพิ่มเติม ดูแลทางด้านสาธารณสุข การศึกษา และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เพราะล่าสุดมีอันดับที่ลดลง
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่เป็น Soft Infrastructure ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ทั้งระบบนิติรัฐ ระบบกฎหมาย การแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน และสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ในระยะยาวแล้วเศรษฐกิจไทยจะต้องเติบโตบนฐานนวัตกรรมและผลิตภาพเนื่องจากการขยายตัวของแรงงานและทุนมีข้อจำกัด และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยยังลงทุนทางด้านนวัตกรรมน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
+++