เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (13 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (13 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.35 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
PIPATCHARA Musical ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์
Biz Movement PIPATCHARA Musical ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์
พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
นายกฯ สั่งสอบเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เร่งช่วยผู้รอดชีวิต
Politics นายกฯ สั่งสอบเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เร่งช่วยผู้รอดชีวิต
“ชัชชาติ“ ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบเสียชีวิต 27 ราย สั่งตั้งศูนย์ช่วยเหลือ-เร่งตรวจใบอนุญาต
Economic “ชัชชาติ“ ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบเสียชีวิต 27 ราย สั่งตั้งศูนย์ช่วยเหลือ-เร่งตรวจใบอนุญาต
โจทย์ใหญ่ไฟฟ้าพันเมก EEC ดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ 6 แสนล้าน
Economic โจทย์ใหญ่ไฟฟ้าพันเมก EEC ดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ 6 แสนล้าน
ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ก.ค. 69) ปรับลง 0.18% อยู่ที่ 63,778 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ก.ค. 69) ปรับลง 0.18% อยู่ที่ 63,778 เหรียญสหรัฐ
SMES ร้อง ‘กขค.’ คดีแพลตฟอร์ม โดน ‘GP-สารพัดค่าฟี’ แถมบังคับทำโปร
Business SMES ร้อง ‘กขค.’ คดีแพลตฟอร์ม โดน ‘GP-สารพัดค่าฟี’ แถมบังคับทำโปร
ดวงรายสัปดาห์ 12-18 กรกฎาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 12-18 กรกฎาคม 2569
ดูทั้งหมด

ค่าเงินบาทผันผวน ตลาดรอจับตาดูตัวเลขตลาดแรงงานและการเลือกตั้งสหรัฐ

02 พ.ย. 2561 | 18:13น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (29/10) ที่ระดับ 33.05/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/10) ที่ 33.09/12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่ในคืนวันศุกร์ (26/10) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ครั้งที่ 1 ประจำไตรมาส 3 ที่ระดับ 3.5% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.3% นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังมีรายงานว่า สหรัฐเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนรอบใหม่ หากการเจรจาในช่วงปลายอเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการพบปะกันนอกรอบการประชุม G20 (30/11-1/12) ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหาัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ประสบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างกัน

นอกจากนี้ในวันจันทร์ (29/10) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้เปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนกันยายน โดยเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งมาจากแรงหนุนด้านการใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และการซื้อรถยนต์ อีกทั้งดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากที่ทรงตัวในเดือนสิงหาคม และปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือเป็นระดับเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟด ทำให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนธันวาคมสูงขึ้น นอกจากนี้ในวันอังคาร (30/11) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 137.9 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี จาก 135.3 ในเดือนกันยายน โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน อีกทั้งในวันพุธ (31/10) ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่าตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ เพิ่มขึ้น 227,000ตำแหน่งในเดือนตุลาคมจากระดับ 218,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 189,000 ตำแหน่ง

สำหรับวันพฤหัสบดี (1/11) กระทรวงแรงงานสหรัฐได้เปิดเผยจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 214,000 ราย ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2512 ทางด้านไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้ข้อมูลทางการเงินเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.7 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน จากระดับ 55.6 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ตลาดจะรอจับตาดูตัวเลขการจ้างานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมของสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์ (2/11) ณ เวลา 19.30 น. ตามเวลาไทย ขณะที่นักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าตัวเลขการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 190,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม ซึ่งต่ำกว่าระดับ 201,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับเฉลี่ยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งรอจับตาดูผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ในวันอังคาร (6/11) ด้วย

อย่างไรก็ดี สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น ได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในเดือนกันยายน และช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 ในวันพุธ (31/10) โดยดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนกันยายนปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้ยอดเกินดุลมีมูลค่าอยู่ที่ 2.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จาก 0.75 หมื่นล้านเหรียญในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้มูลค่าการส่งออกสินค้าของประเทศไทยปรับลดลง 5.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัว 14.3% ซึ่งลดลงจากการขยายตัว 24.2% ในปีก่อน อีกทั้งในวันพฤหัสบดี (1/11) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือน ตุลาคมขยายตัว 1.23% จากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.3% โดยอัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดพลังงาน ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือนตุลาคม ขยายตัว 0.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบ 32.84-33.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/11) ที่ระดับ 32.82/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (29/10) ที่ระดับ 1.1392/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/10) ที่ 1.1352/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากที่นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวยืนยันความเป็นกลางของ ECB ว่า ธนาคารกลางไม่ควรถูกครอบงำโดยปัจจัยด้านการคลังหรือการเมือง อีกทั้งควรมีอิสระในการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรถูกกดันต่อมา จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในเยอรมนี หลังจากที่มีรายงานข่าวว่านางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ตัดสินใจที่จะลงจากตำแหน่งในปี 2021 โดยจะไม่ลงเลือกตั้งครั้งใหม่ในฐานะหัวหน้าพรรคซีดียู ซึ่งจะเป็นการสิ้นสุดระยะเวลา 13 ปีในการควบคุมการเมืองยุโรปของเธอ

นอกจากนี้ในวันอังคาร (30/10) สำนักงานสถิติสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนขยายตัวเพียง 0.2% ในไตรมาส 3 ลดลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 0.4% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายจัส 0.4% อีกทั้ง Eurostat ได้เปิดเผยว่าอัตราการว่างงานของสหภาพยุโรปประจำเดือนกันยายนอยู่ที่ร้อยละ 8.1 และดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) อยู่ที่ร้อยละ 2.2 เมื่อเปรียบเทียบรายปี ซึ่งเท่ากับระดับที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์ สอดคล้องกับสกุลเงินปอนด์ หลังมีการเปิดเผยว่าสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (EU) ใกล้บรรลุข้อตกลงในภาคบริการทางการเงินในการเจรจาเรื่องการแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) อีกทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ส่งสัญญาณในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด หากกระบวนการ Brexit เป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของ BoE เมื่อวันพฤหัสบดี (1/11) นั้น ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75% ตามคาดการณ์โดยในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1302-1.1443 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/11) ที่ระดับ 1.1432/33 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (29/10) ที่ระดับ 112.01/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (26/10) ที่ระดับ 111.89/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ จากการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดการณ์ของสหรัฐ แม้ว่ากระทรวงกิจการภายในของญี่ปุ่นได้เปิดเผยในวันอังคาร (30/10) ว่า อัตราว่างงานของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2.3% ในเดือนกันยายน จาก 2.4% ในเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในวันพุธ (31/10) หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุม และปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งตอกย้ำการคาดการณ์ในตลาดที่ว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำจะทำให้ BOJ ต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกเป็นเวลานาน

ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติด้วยคะแนน 7-2 ให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ -0.1% และคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่ระดับ 0% ต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 111.78-113.39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/11) ที่ระดับ 112.87/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ