ค่าเงินบาทผันผวน ตลาดรอจับตาดูตัวเลขตลาดแรงงานและการเลือกตั้งสหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (29/10) ที่ระดับ 33.05/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/10) ที่ 33.09/12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่ในคืนวันศุกร์ (26/10) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ครั้งที่ 1 ประจำไตรมาส 3 ที่ระดับ 3.5% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.3% นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังมีรายงานว่า สหรัฐเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนรอบใหม่ หากการเจรจาในช่วงปลายอเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการพบปะกันนอกรอบการประชุม G20 (30/11-1/12) ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหาัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ประสบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างกัน
นอกจากนี้ในวันจันทร์ (29/10) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้เปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนกันยายน โดยเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งมาจากแรงหนุนด้านการใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และการซื้อรถยนต์ อีกทั้งดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากที่ทรงตัวในเดือนสิงหาคม และปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือเป็นระดับเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟด ทำให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนธันวาคมสูงขึ้น นอกจากนี้ในวันอังคาร (30/11) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 137.9 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี จาก 135.3 ในเดือนกันยายน โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน อีกทั้งในวันพุธ (31/10) ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่าตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ เพิ่มขึ้น 227,000ตำแหน่งในเดือนตุลาคมจากระดับ 218,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 189,000 ตำแหน่ง
สำหรับวันพฤหัสบดี (1/11) กระทรวงแรงงานสหรัฐได้เปิดเผยจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 214,000 ราย ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2512 ทางด้านไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้ข้อมูลทางการเงินเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.7 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน จากระดับ 55.6 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ตลาดจะรอจับตาดูตัวเลขการจ้างานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมของสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์ (2/11) ณ เวลา 19.30 น. ตามเวลาไทย ขณะที่นักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าตัวเลขการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 190,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม ซึ่งต่ำกว่าระดับ 201,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับเฉลี่ยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งรอจับตาดูผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ในวันอังคาร (6/11) ด้วย
อย่างไรก็ดี สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น ได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในเดือนกันยายน และช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 ในวันพุธ (31/10) โดยดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนกันยายนปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้ยอดเกินดุลมีมูลค่าอยู่ที่ 2.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จาก 0.75 หมื่นล้านเหรียญในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้มูลค่าการส่งออกสินค้าของประเทศไทยปรับลดลง 5.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัว 14.3% ซึ่งลดลงจากการขยายตัว 24.2% ในปีก่อน อีกทั้งในวันพฤหัสบดี (1/11) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือน ตุลาคมขยายตัว 1.23% จากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.3% โดยอัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดพลังงาน ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือนตุลาคม ขยายตัว 0.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบ 32.84-33.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/11) ที่ระดับ 32.82/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ในส่วนของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (29/10) ที่ระดับ 1.1392/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/10) ที่ 1.1352/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากที่นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวยืนยันความเป็นกลางของ ECB ว่า ธนาคารกลางไม่ควรถูกครอบงำโดยปัจจัยด้านการคลังหรือการเมือง อีกทั้งควรมีอิสระในการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรถูกกดันต่อมา จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในเยอรมนี หลังจากที่มีรายงานข่าวว่านางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ตัดสินใจที่จะลงจากตำแหน่งในปี 2021 โดยจะไม่ลงเลือกตั้งครั้งใหม่ในฐานะหัวหน้าพรรคซีดียู ซึ่งจะเป็นการสิ้นสุดระยะเวลา 13 ปีในการควบคุมการเมืองยุโรปของเธอ
นอกจากนี้ในวันอังคาร (30/10) สำนักงานสถิติสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนขยายตัวเพียง 0.2% ในไตรมาส 3 ลดลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 0.4% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายจัส 0.4% อีกทั้ง Eurostat ได้เปิดเผยว่าอัตราการว่างงานของสหภาพยุโรปประจำเดือนกันยายนอยู่ที่ร้อยละ 8.1 และดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) อยู่ที่ร้อยละ 2.2 เมื่อเปรียบเทียบรายปี ซึ่งเท่ากับระดับที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์ สอดคล้องกับสกุลเงินปอนด์ หลังมีการเปิดเผยว่าสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (EU) ใกล้บรรลุข้อตกลงในภาคบริการทางการเงินในการเจรจาเรื่องการแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) อีกทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ส่งสัญญาณในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด หากกระบวนการ Brexit เป็นไปอย่างราบรื่น
ทั้งนี้ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของ BoE เมื่อวันพฤหัสบดี (1/11) นั้น ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75% ตามคาดการณ์โดยในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1302-1.1443 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/11) ที่ระดับ 1.1432/33 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับค่าเงินเยนนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (29/10) ที่ระดับ 112.01/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (26/10) ที่ระดับ 111.89/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ จากการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดการณ์ของสหรัฐ แม้ว่ากระทรวงกิจการภายในของญี่ปุ่นได้เปิดเผยในวันอังคาร (30/10) ว่า อัตราว่างงานของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2.3% ในเดือนกันยายน จาก 2.4% ในเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในวันพุธ (31/10) หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุม และปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งตอกย้ำการคาดการณ์ในตลาดที่ว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำจะทำให้ BOJ ต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกเป็นเวลานาน
ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติด้วยคะแนน 7-2 ให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ -0.1% และคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่ระดับ 0% ต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 111.78-113.39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (2/11) ที่ระดับ 112.87/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ