เอสซีจีเผยผลกำไรปี 61 ลดลง 19% จากปัจจัยสงครามการค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลก เงินบาทแข็งค่า
เอสซีจีเผยผลกำไรปี 2561 ลดลง 19% จากปัจจัยสงครามการค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน และเงินบาทแข็งค่า สำหรับปี 2562 นี้ มุ่งเป้าลงทุนเพิ่มอีก 60,000 ล้านบาท
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจี ประจำปี 2561 มีรายได้จากการขาย 478,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน มีกำไร 9% จากยอดขาย โดยมีกำไรสำหรับปี 44,748 ล้านบาท แต่ลดลง 19% เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสถานการณ์สงครามการค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน และเงินบาทแข็งค่า จึงส่งผลต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี
ส่วนไตรมาส 4 มีรายได้จากการขาย 117,223 ล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาสก่อน จากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลง แต่เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะปริมาณขายสินค้าเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของตลาดในประเทศ ผลประกอบการนอกเหนือจากประเทศไทยปี 2561 เอสซีจี มีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน 118,014 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของรายได้จากการขาย เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่นๆ 86,155 ล้านบาท คิดเป็น 18% ของรายได้จากการขายรวม
ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เอสซีจี มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 18.00 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท คิดเป็น 48% ของกำไรจากงบการเงินรวมปี 2561
ส่วนแนวโน้มการทำธุรกิจในปี 2562 ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งปัจจัยภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะธุรกิจซีเมนต์ เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้ปูนซีเมนต์สูงขึ้นจากการลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประเมินว่าจะโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-5 รวมถึงภูมิภาคอาเซียนที่ขณะนี้ทุกประเทศมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย ทั้งประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในแต่ละประเทศจึงมีศักยภาพเติบโตไปได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะกัมพูชาในปีที่ผ่านมาการใช้ปูนซีเมนต์โตสองหลัก
ด้านการลงทุน ปีนี้จะลงทุนรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท จากที่ปี 2561 ลงทุนรวม 46,000 ล้านบาท โดยลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพในไทย จีน อินโดนีเซีย และดิจิทัลที่สหรัฐ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในเครือเช่น แพ็กเกจจิ้ง อีคอมเมิร์ซ วิจัยและพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า
นอกจากนี้ยังบุกตลาดใหม่ๆ เป็นต้น โดยจะลงทุนในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยแหล่งเงินที่ใช้จะมีการออกหุ้นกู้ 15,000 ล้านบาท ทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด ภาพรวมการลงทุน มีการลงทุนในประเทศเวียดนามวงเงินประมาณ 180,000 ล้านบาท ทยอยลงทุนในช่วง 4 ปีจากนี้ไป อีกส่วนคือ โครงการลงทุนด้านปิโตรเคมี 20,000 ล้านบาท ลงทุนด้านธุรกิจแพ็กเกจจิ้งที่ประเทศฟิลิปปินส์ประมาณเกือบ 5,000 ล้าบาท โดยจะลงทุนในช่วง 2-3 ปีจากนี้ไป โดยแหล่งเงินจากการลงทุนด้านปิโตรเคมี ได้จัดหาแหล่งเงินเอาไว้แล้วในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ส่วนเงินเพื่อลงทุนโครงการอื่นๆ เป็นเงินจากแหล่งเงินกู้บวกกระแสเงินสด โดยสรุปแล้ว แหล่งเงินลงทุนในภาพรวมบริษัทจะพยายามบริหารจัดการให้มีเสถียภาพทางการเงิน โดยอัตราส่วนค่าเฉลี่ยเงินกู้ต่อเงินบริษัทจะรักษาสัดส่วนไว้ที่ 2.5 เท่า ซึ่งมั่นใจว่าจะบริหารจัดการให้มีเสถียรภาพได้