ทบทวน พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ ผ่อนมาตรฐาน สวล. 6 หมื่นโรงงาน
คอลัมน์ ดุลยธรรม โดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
คอลัมน์ ดุลยธรรม โดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อนุญาต หรือมีใบอนุญาตแบบไม่มีวันหมดอายุ หรือแบบตลอดชีพ มีการแก้ไขคำนิยามโรงงานใหม่ ใช้ผู้ตรวจสอบเอกชนตรวจสอบคุณภาพโรงงานได้
เป้าหมายเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุน แต่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ เพราะกฎหมายใหม่จะปลดล็อกโรงงานขนาดเล็ก 60,000 แห่ง ไม่ต้องขอใบอนุญาต และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไปดูแลกันเอง
เป็นการอำนวยความสะดวกให้เอสเอ็มอี
ซึ่งอาจทำให้มาตรฐานและการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอาจหละหลวม หากผู้ที่เกี่ยวข้องขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ ฝุ่นพิษ PM 2.5 และปัญหาระบบนิเวศจะรุนแรงขึ้น ปัญหาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศอาจเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการมีชีวิตและใช้ชีวิต
สูงขึ้น ผลดีต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจจะถูกหักล้างไป เป็นการเติบโตแบบไม่ยั่งยืนและสร้างปัญหา ผู้มีรายได้น้อย คนยากจนที่ไม่มีอำนาจต่อรองจะต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุด โรงงานขนาดเล็กอาจปล่อยน้ำเสีย ควันพิษ กากอุตสาหกรรม มีมลพิษทางเสียงมากขึ้น
ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ต้องแก้ที่โครงสร้างทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจให้มีการจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สุขและคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นประชาธิปไตยและเกิดการมีส่วนร่วม โครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือนโยบายต่าง ๆ ของรัฐต้องมีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ที่ผ่านมาการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารประเทศผ่านการใช้มาตรา 44 ปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน มีส่วนสำคัญเพิ่มความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ
ตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช. มีการออกมาตรา 44 และคำสั่งต่าง ๆ เอื้อต่อการลงทุนของเอกชน โดยละเลยต่อประเด็นทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชน เช่น การยกเว้นผังเมืองใน EEC ยกเว้นผังเมืองสำหรับโรงไฟฟ้าขยะ โรงงานคัดแยกและรีไซเคิลของเสีย เป็นต้น
พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่เองก็ผ่อนคลายมาตรฐานตรวจสอบทางด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อมีการขยายโรงงานหรือเพิ่มกิจการการผลิต รัฐบาล และ สนช.จึงควรทบทวนเนื้อหา และถอนร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อเริ่มต้นกระบวนการจัดเตรียมกฎหมายแบบมีส่วนร่วมภายใต้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง รวมทั้งปฏิรูประบบจัดการสิ่งแวดล้อม
ทั้งระบบ เริ่มต้นด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เอา “คุณภาพชีวิต” ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา มียุทธศาสตร์การเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน สมดุล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1.กำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ลดระดับมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ ทางเสียง และมลพิษต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 2.สร้างระบบและกลไกควบคุมพฤติกรรมในการก่อให้เกิดมลพิษ โดยใช้มาตรการบังคับ และระบบแรงจูงใจ
3.ต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานฝุ่นพิษ หรือมลพิษทางอากาศ ขององค์การอนามัยโลก (PM2.5 ที่ 25 PM10 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.) ไม่ให้ “คนไทย” อยู่ในสภาพตายผ่อนส่ง จากมาตรฐานแบบไทย ๆ (PM2.5 ที่ 50 PM10 ที่ 120 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.) เพราะระดับมาตรฐานไทยยังมีอันตรายต่อสุขภาพ
4.สร้างระบบและกลไกในการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมและลดระดับมลพิษ
5.สร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของฝุ่นพิษ และปัญหามลพิษต่าง ๆ และให้การจัดการผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมีต้นทุนต่ำสุด 6.การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
7.การปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
8.การยกระดับขีดความสามารถในการรองรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สังคมมีภูมิคุ้มกัน และเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 9.การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการค้า จากเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมและวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
10.การเพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีประชาคมโลก ที่เกี่ยวข้องกับกรอบความตกลงและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 11.จำกัดปริมาณรถยนต์ในบริเวณเขตเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมและภาษีสุขภาพสำหรับรถยนต์ใหม่ เก็บภาษีแบบขั้นบันไดตามอายุการใช้งาน
12.เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งมวลชนให้สามารถเชื่อมโยงมากขึ้น และสามารถเข้าถึงได้อย่างเพียงพอและทั่วถึงด้วยราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
13.มีมาตรการป้องกันการก่อมลพิษจากการเผาในภาคเกษตรกรรม และที่ถูกปล่อยมาจากภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างบูรณาการ
จากการประเมินผลการพัฒนาในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการพัฒนาที่ขาดสมดุล โดยประสบความสำเร็จเฉพาะในเชิงปริมาณ แต่ขาดความสมดุลด้านคุณภาพ “จุดอ่อน” ของการพัฒนาที่สำคัญ คือ ระบบบริหารทางเศรษฐกิจ การเมือง และราชการยังเป็นการรวมศูนย์อำนาจและขาดประสิทธิภาพ ระบบกฎหมายล้าสมัย นำไปสู่ปัญหาเรื้อรังของประเทศ คือ การทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นทั้งในภาคราชการและธุรกิจเอกชน
ทั้งนี้ ได้เคยนำเสนอแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไขมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ 10 มาตรการ อาทิ ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศต้องเน้นการกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ลดการรวมศูนย์ไว้ที่กรุงเทพฯและปริมณฑล การควบคุมการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีผู้ก่อมลพิษทางอากาศ สร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น สร้างสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ให้มีการปล่อยมลพิษลดลง ยกระดับมาตรฐานน้ำมันเป็นยูโร 5 สนับสนุนการใช้รถพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานสะอาด ลดใช้พลังงานถ่านหินหรือพลังงานจากฟอสซิลโดยมาตรการลดมลพิษทางอากาศอาจเพิ่มภาระ หรือต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชน จึงต้องมีกองทุนหรือเงินอุดหนุนช่วยเหลือ หรือสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น ห้ามไม่ให้รถที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์วิ่งบนท้องถนน การกำหนดอายุการใช้งานรถยนต์ การห้ามรถยนต์บางประเภทวิ่งเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นใน ในบางช่วงเวลา เป็นต้น
ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่กระทบต่อชีวิตของทุกคน ต้องอาศัยความร่วมมือทุกคนจึงสามารถทำให้แก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน