เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 650 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 650 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,550 บาท
5 บริษัทต่อคิวขายหุ้นกู้ พ.ย.นี้ KUN ดอกเบี้ยสูงสุด 7.40% ส่วน TTB เรตติ้งดีสุด AA+(tha)
Finance 5 บริษัทต่อคิวขายหุ้นกู้ พ.ย.นี้ KUN ดอกเบี้ยสูงสุด 7.40% ส่วน TTB เรตติ้งดีสุด AA+(tha)
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขาขึ้นรับกระแส AI-Data Center หนุน MPI ก.ย. โต 2.05%
Economic อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขาขึ้นรับกระแส AI-Data Center หนุน MPI ก.ย. โต 2.05%
ป่าตอง จ.ภูเก็ต เร่งฟื้นฟูน้ำท่วมคืบหน้า 70% เร่งวางแนวป้องกันดินถล่มซ้ำ
เศรษฐกิจภูมิภาค ป่าตอง จ.ภูเก็ต เร่งฟื้นฟูน้ำท่วมคืบหน้า 70% เร่งวางแนวป้องกันดินถล่มซ้ำ
‘ศุภาลัย’ ฝ่าโอเวอร์ซัพพลาย เปิด ‘ธาม เชียงใหม่’ รอบ 12 ปี 
Real Estate ‘ศุภาลัย’ ฝ่าโอเวอร์ซัพพลาย เปิด ‘ธาม เชียงใหม่’ รอบ 12 ปี 
เปิดประตู Crypto ETF ไทย ทางเลือกใหม่ภายใต้การกำกับดูแล
Finance เปิดประตู Crypto ETF ไทย ทางเลือกใหม่ภายใต้การกำกับดูแล
NER จ่อเพิ่มวงเงินหุ้นกู้ 3 พันล้าน ดันยอดรวมแตะ 1.1 หมื่นล้าน รับต้นทุนยางขาขึ้น-ขยายลงทุน
Finance NER จ่อเพิ่มวงเงินหุ้นกู้ 3 พันล้าน ดันยอดรวมแตะ 1.1 หมื่นล้าน รับต้นทุนยางขาขึ้น-ขยายลงทุน
หนี้บัตรเครดิต : ทำไมจ่ายขั้นต่ำแล้วไม่มีวันหมดหนี้
Finance หนี้บัตรเครดิต : ทำไมจ่ายขั้นต่ำแล้วไม่มีวันหมดหนี้
หุ้นไทยวันนี้ร่วงอีก 21 จุด ! หลัง 3 วันทรุด 42 จุด ‘เอเซีย พลัส’ แนะถือเงินสด 20-30%
Finance หุ้นไทยวันนี้ร่วงอีก 21 จุด ! หลัง 3 วันทรุด 42 จุด ‘เอเซีย พลัส’ แนะถือเงินสด 20-30%
เครือข่ายไทย-จีน ประชุมวิชาการแม่โขง-ล้านช้าง ชูประเด็น ‘ภาษา-ระบบนิเวศ-อารยธรรม’ ถกร่วมมือภูมิภาค
Biz Movement เครือข่ายไทย-จีน ประชุมวิชาการแม่โขง-ล้านช้าง ชูประเด็น ‘ภาษา-ระบบนิเวศ-อารยธรรม’ ถกร่วมมือภูมิภาค
ดูทั้งหมด

2 เดือนฟันด์โฟลว์ไหลออกตลาดบอนด์ 2.7 หมื่นล้าน

04 มี.ค. 2562 | 20:00น.
“สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” เผยเดือน ม.ค.-ก.พ.62 ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ของไทยรวม 27,200 ล้านบาท ชี้เกิดภาวะไหลกลับไปหาสินทรัพย์เสี่ยง เหตุสงครามการค้าคลี่คลาย-เฟดส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผย ฟันด์โฟลว์ในตลาดตราสารหนี้นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน เริ่มเห็นเงินไหลออกไปประมาณ 27,200 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน ม.ค.62 ที่อยู่ที่ 12,900 ล้านบาท และต่อมาในเดือน ก.พ.62 ที่อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท สาเหตุคือเมื่อปี 2561 เราเห็นฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับตลาดเกิดใหม่ (EM) ตั้งแต่หลังเดือน ส.ค.61 เป็นต้นมา ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาในไทยในฐานะที่เป็น Safe Heaven ของตลาดเกิดใหม่ค่อนข้างมาก

แต่ขณะนี้ความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเริ่มคลี่คลายลงไป และประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมาคอมเม้นท์เกี่ยวกับเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟดว่า ไม่ควรจะปรับขึ้น เพราะฉะนั้นท่าทีเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไปหาสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้เดือน ก.พ.62 เราเริ่มเห็นเงินไหลออกจากพันธบัตรระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) ประมาณ 2,700 ล้านบาท จากเดิมเงินที่ไหลออกจากพันธบัตรระยะสั้น 1, 3, 6 เดือน ซึ่งเกิดจากการถือไว้ครบกำหนดอายุ และอาจจะไม่ Roll Over ซึ่งถามว่ายอดที่ไหลออกไปอาจจะไม่มากเมื่อเทียบกับยอดถือครองพันธบัตรต่างชาติทั้งหมดที่อยู่ที่ 959,000 ล้านบาท

“อย่างไรก็ดีแม้ว่ายอดจะไหลออกเพิ่มขึ้น แต่ต่างชาติยังคงถือตราสารอายุยาวขึ้น ณ สิ้นเดือน ก.พ.62 อยู่ที่ 8.2 ปี เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 60 ที่อยู่ที่ 6.7 ปี เพราะฉะนั้นการถือยาวส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนที่มีระยะเวลาค่อนข้างยาว ไม่ใช่เงินลงทุนเข้าเร็วออกเร็ว เพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง” นางอริยากล่าว

ทั้งนี้ถ้าเทียบฟันด์โฟลว์ในตลาดเกิดใหม่ (EM) จะเห็นว่าไทยมีเงินไหลออก เช่นเดียวกับมาเลเซีย, เกาหลี แต่นักลงทุนต่างชาติจะไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เกิดเหตุการณ์ไม่ดี เงินจะไหลจากจากสองประเทศนี้ เพราะประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงความเสี่ยงอาจจะสูงกว่า แต่พอเกิดภาวะ Risk on นักลงทุนต่างชาติจึงกลับไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง และความผันผวนสูง

ประกอบกับค่าเงินบาท ถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียนถือว่าค่อนข้างแข็งค่า ซึ่งเงินไม่ได้ไหลเข้ามาในตลาดบอนด์ แต่เนื่องจากค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่า และดุลบัญชีเดินสะพัด, การค้าและบริการ ถือว่าอยู่ระดับที่ค่อนข้างดีกว่า ในปี 2562 ตลาดไม่ได้คาดหวังว่า กนง.จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากปลายปีก่อนมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว จากผลสำรวจดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง.รอบเดือน มี.ค.2562 อยู่ที่ระดับ 54 ซึ่งอยู่ในระดับที่เชื่อว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสำหรับ Policy Rate โดยในส่วน Fund managers มีความคิดเห็นว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 100% ในขณะที่ Bond Dealers อาจจะมีสัดส่วนแค่ 20% ที่เห็นว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งดูจากผลเสียงแตก กนง.

ส่วนปัจจัยที่มีผลมาจากเศรษฐกิจในประเทศเป็นสำคัญว่า กนง.มีนโยบายที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อเนื่อง จึงน่าจะมีผลต่อการตัดสินใจการปรับขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้หากพิจารณาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทย อายุ 10 ปี และอายุ 5 ปี พบว่าบอนด์ยีลด์อายุ 5 ปี อยู่ที่ระดับ 83 ซึ่งอยู่ในโซนที่เชื่อว่าน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย เช่นเดียวกันอนด์ยีลด์ของไทย อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 73 หลังจากครั้งที่แล้วบอนด์ยีลด์ของไทย อายุ 10 ปี ลดลงมาตามบอนด์ยีลด์ของสหรัฐจากสภาพคล่องที่มีไม่มาก แต่ครั้งนี้บอนด์ยีลด์ของไทย อายุ 10 ปี และบอนด์ยีลด์อายุ 5 ปี ทางตลาดเชื่อว่าน่าจะปรับขึ้นแล้ว

โดยปัจจัยที่ให้น้ำหนักคือ Demand และ Supply ของพันธบัตรและตราสารหนี้ในตลาดเป็นหลัก รวมถึงฟันด์โฟลว์ของตลาด เพราะจะเห็นว่าปีที่แล้วเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาค่อนข้างมาก ทำให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นปรับขึ้นตามดอกเบี้ย Policy Rate แต่บอนด์ยีลด์ของไทย อายุ 10 ปี ไม่มีการปรับขึ้นเลย เพราะจะเห็นว่าฟันด์โฟลว์เข้ามาในพันธบัตรระยะยาวค่อนข้างมาก

เพราะฉะนั้นปีนี้คนยังคงให้น้ำหนักฟันด์โฟลว์อยู่ หากต่างชาติเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาว อาจจะมีผลต่อการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ก็ได้

สำหรับ Policy Rate ในปี 2561 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปรับขึ้นไป 1 ครั้งมาอยู่ที่ 1.75% เท่ากับเกาหลี ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบอาเซียนถือว่าอยู่ในระดับที่เกือบต่ำสุด โดยอินโดนีเซียปรับขึ้นมาตลอดอยู่ที่ระดับ 6% ฟิลิปปินส์ขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% และมาเลเซียปรับขึ้นไป 1 ครั้งมาอยู่ที่ 3.25% หรือแม้แต่สหรัฐ ดอกเบี้ยเฟดยังอยู่ในระดับที่ 2.25%

“อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับเงินเฟ้อ เดือน ม.ค.62 ที่อยู่ที่ 0.27% แต่เดือน ก.พ.62 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.73% แต่อย่างไรก็ดียังอยู่ต่ำกว่าขอบล่างของกรอบดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่า กนง.อาจจะยังไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องปรับดอกเบี้ย” นางอริยากล่าว