ปิดตำนาน 5 ปี คสช. นักรัฐศาสตร์ ชี้ สู่ “รัฐบาลสมคบคิด” นายทุนสัมปทาน
รายงานพิเศษ
สิ้นสุดอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่คงทนกว่า 5 ปี ภายหลังคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ 2 เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง
ตลอด 5 ปี “พล.อ.ประยุทธ์” ล็อกอำนาจการบริหารประเทศไว้ในมือผ่านมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ให้มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ แม้จะมีเสียงประท้วงคัดค้าน แต่ก็ถูกมัดด้วยสารพัดคำสั่งจนสงบราบคาบ
โดยออกคำสั่งพิเศษ ทั้งคำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. ประกาศ คสช.รวม 559 ฉบับ แบ่งเป็นปี 2557 จำนวน 301 ฉบับ ปี 2558 จำนวน 66 ฉบับ ปี 2559 จำนวน 87 ฉบับ ปี 2560 จำนวน 64 ฉบับ ปี 2561 จำนวน 30 ฉบับ ปี 2562 จำนวน 11 ฉบับ
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ได้รวบรวมผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กรณีฝ่าฝืนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างน้อย 99 คน มาตรา 116 อย่างน้อย 117 คน ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ 2559 อย่างน้อย 41 คน ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกินห้าคน อย่างน้อย 421 คน ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ อย่างน้อย 191 คน
นิติบัญญัติใต้เงา “บิ๊กตู่”
มาจากผลงานในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ทั้งอนุมัติกฎหมาย เห็นชอบรัฐธรรมนูญ ถอดถอนนักการเมือง แต่งตั้งองค์กรอิสระ
ทั้งนี้ ในด้านผ่านกฎหมาย สนช.เห็นชอบกฎหมายทั้งสิ้น 432 ฉบับ จากกฎหมายทั้งหมดที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี คสช. สนช. และผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 493 ฉบับ และเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2557 ทั้งหมด 4 ครั้ง
ออกกฎหมายประเภท “ติดดาบ” ให้ คสช.คุมการเมืองได้สงบราบคาบ เป็นกฎหมายที่พรรคการเมืองไม่ว่าขั้วไหนก็ไม่สามารถออกได้ คือ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 เป็นอาวุธที่ปรามการเคลื่อนไหวการเมืองบนโลกโซเชียล ขณะที่กฎหมายแก้ไขความเหลื่อมล้ำ เช่น พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกที่เก็บภาษีจากคนรวยในอัตราที่เบาหวิว
ถอดถอนนักการเมืองพ้นจากตำแหน่ง 7 คน ประกอบด้วย “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ “นายอุดมเดช รัตนเสถียร” อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ “นายภูมิ สาระผล” รมช.พาณิชย์ “พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต” อดีต รมว.กลาโหม “นายนริศร ทองธิราช” อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย และ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีต รมว.ต่างประเทศ
อีกหน้าที่หนึ่งของ สนช. คือ การลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่เป็นไฮไลต์ คือ การตั้งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หนึ่งในบุคคลที่ สนช.เห็นชอบ คือ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใกล้ชิด “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเวลาต่อมา
ส่วนผลงานเด่นทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” คัมแบ็กกลับมาเป็นรัฐมนตรีสมัยที่ 2 โดยเป็นองค์กรที่คิดค้น “คำถามพ่วงประชามติ” ให้ ส.ว.ลากตั้ง 250 คน มีส่วนร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง
ปลื้มออก กฎหมายช่วยชาวนา
อย่างไรก็ตาม อดีตประธาน สนช. “พรเพชร วิชิตชลชัย” สรุปผลงาน สนช.ในแง่บวก… คนคิดว่า สนช.ออกกฎหมายเยอะ แต่ไม่เยอะ เป็นกฎหมายที่สมควรจะออก 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นระบบที่ราชการฝังรากลึก รู้กลวิธีที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมาย แต่มีกฎหมายหลายฉบับที่ไม่เคยออกได้ในยุคอื่นแต่มาสำเร็จในยุคนี้ เช่น พ.ร.บ.ขายฝาก ชาวไร่ชาวนาได้ที่ดินจากรัฐมา แต่ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในมือคนที่มีเงิน เช่น มีที่ดินแลกเงิน ที่ดินก็พร้อมจะหลุดไป เวลาไถ่คืนดอกเบี้ยก็แพงเหลือเกิน ชาวไร่ชาวนาไม่มีปัญญาไถ่คืน กฎหมายจึงแก้ปัญหานี้ ถือว่าออกฉบับเดียวได้ประโยชน์มหาศาล
“สิริพรรณ” วิพากษ์มรดก คสช.
“สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีผลงานวิจัยด้านการเมืองมากมาย สะท้อน “มรดก” ตกทอดของ คสช.ที่ฝากไว้ให้กับสังคมว่า คสช.เป็นคณะทหารที่เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต และสร้างนวัตกรรมใหม่สำคัญ 2 ประการ คือ 1.ใช้อำนาจกฎหมายรองรับการกระทำ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า กฎหมายของ คสช.สะท้อนหลักนิติ รัฐนิติธรรม หลายกรณีเป็นการใช้กฎหมายละเมิดสิทธิ เป็นการตีความกฎหมายแบบไร้มาตรฐาน และหลายครั้งเป็นการทำลายหลักกฎหมายเสียเอง โดยอาศัยนิติบริการสร้างชุดคำอธิบายที่บิดเบือนหลักการ กอปรด้วยตรรกะที่ผิดเพี้ยน เพื่อเอาตัวรอดเป็นกรณี ๆ ไป
“มรดกสำคัญจากการสร้างสถาปัตยกรรมทางกฎหมาย คือ การรักษาอำนาจและครอบงำการเมืองไทยด้วยการสร้างพันธนาการทางโครงสร้างการเมืองดังที่ได้เห็นอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต่าง ๆ เช่น ระบบเลือกตั้งแบบ “Thaification” คือระบบแบบไทย ๆ ใช้เฉพาะในสังคมไทย การใช้กฎหมายควบคุมพรรคการเมือง การสร้างกติกาในการโหวตเลือกนายกฯ โดยให้อำนาจวุฒิสภาอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา และการใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ”
กฎหมาย คสช.เป็นระเบิดเวลา
“นอกจากสถาปัตยกรรมรัฐธรรมนูญแล้ว มรดกทางกฎหมายยังอยู่ในกฎหมาย 400 กว่าฉบับ และคำสั่ง ประกาศ คสช.น่าจะเกือบ 500 ฉบับ บางฉบับอาจเหมือนระเบิดเวลา ต้องดูกันอีกยาวว่าจะส่งผลต่อไปอย่างไร เพื่อความเป็นธรรม ต้องกล่าวด้วยว่ากฎหมายหลายฉบับน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว เช่น กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และกองทุนกระบวนการยุติธรรม”

แผนสมคบคิด “บิ๊กตู่” อยู่ต่อ
2.ปรับกลไกเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจ ในอดีตคณะทหารแม้จะปฏิวัติสำเร็จ แต่ล้มเหลวในสนามเลือกตั้ง และเวทีรัฐสภาเสมอ ตั้งแต่สมัยจอมพลถนอม พล.อ.สุจินดา พล.อ.สนธิ และ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นต้น แต่คราวนี้มีการสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างพรรครัฐบาล โดยความร่วมมือระหว่างทั้งทหาร ข้าราชการ เทคโนแครต นักธุรกิจ และนักการเมือง ด้วยการกะเกณฑ์นักการเมืองที่เป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาเข้าร่วม ให้ประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่เข้ามาเป็นนายทุนพรรค ผ่านนโยบายและการให้สัมปทาน
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อดึงกลุ่มคนที่เคยเป็น หรืออาจกลายเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ให้มารวมอยู่ในพรรค และปิดปากด้วยตำแหน่งการเมือง งบประมาณ โครงการขนาดใหญ่ และอื่น ๆ ผลลัพธ์คือ การเมืองที่ครอบงำโดยชนชั้นนำ และการจัดวางผู้คนของ คสช.ในโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นสถาบัน เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระ และคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตราบเท่าที่การจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มคนเหล่านี้ยังลงตัว การรักษาอำนาจอาจต่อเนื่องไปอีกยาว
“สิ่งที่ คสช.ฝากไว้ คือ การทำลายความชอบธรรมของสถาบันทางการเมือง ทำให้ประชาชนขาดศรัทธาและหมดความเชื่อมั่น นอกจากนั้น ยังได้สร้างวิธีการเรียนรู้ด้วยตรรกะที่ผิด ๆ เป็นตัวอย่างของการทำผิดแบบไม่ละอายต่อตนเองและต่อกฎหมาย หวังว่าสักวันหนึ่งระบบยุติธรรมจะทำงานได้จริง และสังคมไทยจะไม่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวอิทธิพล และการบังคับใช้กฎหมายตามอำเภอใจ” ในภาพรวมผลจากเทคนิคการปกครองเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ของ คสช. คือ สังคมที่แตกแยก ขาดความไว้วางใจระหว่างกัน มองฝ่ายเห็นต่างเป็นศัตรู อันเป็นผลจากกลไก “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง

ข้อดีของ คสช.ที่พอจะคิดได้ แบบพยายามมองโลกสวยคือ คสช. ได้สร้างความรังเกียจการการะทำของทหารให้เกิดในใจคนรุ่นใหม่ ประเมินได้จากผลเลือกตั้ง นับวันคนรุ่นใหม่จะมีมากขึ้น ทุก ๆ การเลือกตั้ง จำนวนคนเหล่านี้จะเพิ่มพูนขึ้น แต่ทั้งนี้ วลีที่คนรุ่นใหม่ชอบพูดติดปากว่า “เวลาอยู่ข้างเรานั้น” ไม่ได้หมายความว่า อยู่เฉย ๆ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะคนวัยกลางคนและสูงวัยที่ชื่นชอบทหารและเห็นว่าระบอบอำนาจนิยมเป็นคุณ เค้าไม่เคยนิ่งเฉย เค้าปลูกฝัง ถ่ายทอดความคิดผ่านกระบวนศึกษา การกล่อมเกลาในครอบครัว และสื่อกระแสหลักอยู่เสมอ โจทย์ใหญ่คือหากสังคมยังแตกแยก ไม่สามารถสร้างฉันทามติต่อทิศทางอนาคตการเมืองไทยอยู่เช่นนี้ จะมีพลังพอที่จะต้านมรดก คสช. ได้หรือไม่
คสช.เดินหมากเศรษฐกิจพลาด
ในด้านเศรษฐกิจ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง แม่ทัพเศรษฐกิจรัฐบาลเพื่อไทย วิพากษ์นโยบายการคลังของรัฐบาล คสช.ว่า “ตอนที่ คสช.เข้ามา พล.อ.ประยุทธ์พูดเสียงดังฟังชัดเลยว่าบริหารเศรษฐกิจไม่ยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเศรษฐกิจเติบโตช้าลง ส่วนผู้ประกอบการ SMEs และผู้มีรายได้น้อยเริ่มกระทบ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทำให้ความต้องการแรงงานเปลี่ยนทั้งเรื่องจำนวนและคุณภาพงานที่ต้องการ สินค้าหลายตัวกลายเป็นการขายแบบออนไลน์ การจัดเก็บภาษีด้วยวิธีเดิม ๆ กลายเป็นตามไม่ทัน เก็บไม่เข้าเป้า”
“ซ้ำเติมด้วยการที่ไม่ดูราคาสินค้าเกษตรแล้วไปฝากความคิดให้กลไกตลาดทำงาน คนที่เคยได้ราคาสินค้าเกษตรที่ดีพอสมควร แล้วราคาตกต่ำลงไปจะทำให้เขามีกำลังซื้อได้อย่างไร เหลือแต่นักธุรกิจใหญ่ ๆ ซึ่งควรจะได้รับการส่งเสริมไปแข่งขันในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลายเป็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่ใช้ความแข็งแรงของตัวเองแข่งในประเทศจนรายเล็กรายกลางแข่งขันไม่ได้”
“ก่อนการเลือกตั้งหลายเดือนรัฐบาลเถียงว่าเศรษฐกิจไม่มีปัญหา แต่ช่วงใกล้เลือกตั้งเร่งออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้ว่ามีคนจน 10 กว่าล้านคน ปัญหาคือไม่ยอมรับความจริงตั้งแต่ต้น มารับความจริงตอนท้ายก็หนัก เอาเงินไปใส่บัตรเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือนต่อคน และตั้งเงื่อนไขว่าต้องซื้อผ่านร้านแบบนั้นแบบนี้ และในร้านมีสินค้าที่ส่งมาจากผู้ผลิตไม่กี่ราย ทำให้เงินไม่หมุน แทนที่จะเป็นลูกชิ้นปิ้ง
ข้าวผัดกะเพรา วนหลาย ๆ รอบ”
“กิตติรัตน์” ฝากเป็นข้อคิดว่า รัฐบาลใหม่แม้หน้าตาเดิม ๆ แต่ทบทวนเสียใหม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่ว่าอะไรผิดพลาด สินค้าเกษตรเลือกที่จะปล่อยปละละเลย ใช้กลไกตลาด ปล่อยตามยถากรรม อย่าทำอย่างนั้น เพราะปัญหาสินค้าเกษตรหลัก ๆ สามารถแก้ไขจากหนักเป็นเบาได้ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม ถ้าเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น เขาจะเป็นคนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”
ปิดฉาก คสช. “พล.อ.ประยุทธ์” กลายเป็นนักการเมืองที่ไร้อำนาจพิเศษ ห้อมล้อมไปด้วยนักการเมืองเขี้ยวลากดิน
และพิษเศรษฐกิจที่กำลังสำแดง…