เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Beyond ESG : Thailand Transition
50 ประชาชาติธุรกิจ Beyond ESG : Thailand Transition
ศุลกากร เก็บภาษีนำเข้าบาทแรกทะลุ 4 พันล้าน ชี้คนหันซื้อสินค้าในประเทศ
Finance ศุลกากร เก็บภาษีนำเข้าบาทแรกทะลุ 4 พันล้าน ชี้คนหันซื้อสินค้าในประเทศ
ค่าเงินบาทวันนี้ (14 ก.ย. 69) เปิดตลาด 33.08 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (14 ก.ย. 69) เปิดตลาด 33.08 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ใช้จ่าย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เชียงใหม่พุ่ง 3.9 พันล้าน
Economic ใช้จ่าย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เชียงใหม่พุ่ง 3.9 พันล้าน
คุยกับ ‘ดร.ต้า-วิโรจน์’ จากอดีตพนักงานเฟซบุ๊ก-ผู้ก่อตั้ง Skooldio สู่แม่ทัพ AI ไลน์แมน-วงใน
Tech คุยกับ ‘ดร.ต้า-วิโรจน์’ จากอดีตพนักงานเฟซบุ๊ก-ผู้ก่อตั้ง Skooldio สู่แม่ทัพ AI ไลน์แมน-วงใน
ราคาน้ำมันวันนี้ (14 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (14 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
แก้กฎหมายธุรกิจต่างด้าว ลดขั้นตอน-ทบทวน 3 กลุ่ม บัญชีท้าย
Economic แก้กฎหมายธุรกิจต่างด้าว ลดขั้นตอน-ทบทวน 3 กลุ่ม บัญชีท้าย
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 0.59% อยู่ที่ 76,774 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 0.59% อยู่ที่ 76,774 เหรียญสหรัฐ
ยกเครื่อง ‘การแข่งขัน’ เลิกบิดเบือนตลาดรับกติกาโลก
Economic ยกเครื่อง ‘การแข่งขัน’ เลิกบิดเบือนตลาดรับกติกาโลก
ก.ล.ต.ย่นเวลา IPO ดึง New Economy เข้าตลาดหุ้น
Finance ก.ล.ต.ย่นเวลา IPO ดึง New Economy เข้าตลาดหุ้น
ดูทั้งหมด

หุ้นปันผลเด่น และหุ้นที่มีมูลค่า น่าดึงดูดยังน่าสนใจ

13 ส.ค. 2562 | 09:37น.

คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน

โดย เอกภาวิน สุทราภิชาติ บล.ไทยพาณิชย์

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน SET ใน ก.ค. ปรับตัวลง -1.06% จากเดือนก่อน ซึ่งได้รับปัจจัยกดดันจากแรงขายรับผลดำเนินงานไตรมาส 2 ปีེ ซึ่งแนวโน้มไม่ค่อยสดใส โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร, ปิโตรเคมี, การแพทย์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการปรับขึ้นของตลาดหุ้นก่อนหน้านี้ มองว่ามีความคาดหวังมากเกินไปเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งแม้การประชุมรอบล่าสุด เฟดจะมีมติ 8-2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 2.00-2.25% เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี

อย่างไรก็ตาม ประธาน Fed ไม่ได้รับประกันว่าจะปรับลดดอกเบี้ยอีกในอนาคต ส่งผลให้ตลาดที่คาดหวังมากเกินไปว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เกิดแรงขายทำกำไรออกมา และดูเหมือนสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก จากการทวิตเตอร์ของทรัมป์ ซึ่งประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนอีกมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญในอัตรา 10% (ทรัมป์มองว่าจีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจากการประชุม G20 โดยสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐน้อยเกินไป) ทำให้ตลาดหุ้นช่วงเริ่มต้นของเดือน ส.ค. ปรับลงต่อเนื่อง โดย SET หลุดระดับ 1,700 จุดลงมา

ผมคาดว่า SET จะมีแนวรับถัดไปบริเวณ 1,650-1,660 จุด และมีโอกาสฟื้นตัวกลับจากบริเวณนี้ได้ ตามสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง จากบรรดาธนาคารกลางต่าง ๆ กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่างตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจกว่า ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับต่ำตามอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง ย่อมทำให้หุ้นหลาย ๆ ตัวปรับตัวลงตาม อย่างไรก็ตาม ผมมองจะมีหุ้นบางกลุ่ม ซึ่งการปรับตัวลงน้อยกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่จ่ายปันผลในระดับที่ดี และกลุ่มหุ้นที่ยังมีมูลค่าน่าดึงดูด มาดูกันที่กลุ่มแรกที่จ่ายปันผลในระดับที่ดี ซึ่งได้แก่

1) KKP เป็นหุ้นแนวโน้มราคาดี จ่ายปันผลสูง (คาดอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 6.4% ต่อปี) ความผันผวนต่ำ อีกทั้งการวิเคราะห์เชิงปริมาณ 10 ปีล่าสุด พบว่า ราคาหุ้นก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD 1 เดือน มักปรับขึ้นเฉลี่ย 2.95% ด้วยความน่าจะเป็น 70% โดย KKP จะขึ้น XD ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ย.

2) MAJOR นักวิเคราะห์ในตลาด คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี’62 จะเติบโต 142% จากไตรมาสก่อน จากช่วงหน้าหนังที่มีหนังทำเงินหลายเรื่อง ส่วนไตรมาส 3 ปีེ จะมีหนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่องเข้าฉาย และมีช่วงวันหยุดเทศกาล คาดหนุนให้ผลประกอบการเติบโตเด่นต่อเนื่อง ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนยังสูงกว่า 4.5% ต่อปี

3) INTUCH โดยนักวิเคราะห์ในตลาด คาดผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังจะโดดเด่นตาม ADVANC โดยเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ส่วนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลยังสูงราว 4.2% และราคาหุ้นมักตอบสนองเชิงบวกก่อนการขึ้นเครื่องหมาย XD เช่นเดียวกัน

มาถึงอีกกลุ่ม ซึ่งผมมองว่า ยังมีมูลค่าน่าสนใจทางพื้นฐาน ได้แก่

1) MCS ซึ่งจะมีการเติบโตของผลการดำเนินงานโดดเด่นตั้งแต่ในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โดยหากดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในตลาด คาดว่ากำไรในปีนี้และปีหน้าจะเติบโตที่ระดับ 40% และ 35% ตามลำดับ ขณะที่หากใช้ PE ในระดับ 12-14 เท่า เทียบกับหุ้นกลุ่มเหล็กตัวอื่น ๆ จะได้ราคาเหมาะสมทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 9-10 บาท ซึ่งยังมีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน นอกจากนี้ MCS ยังมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยคิดเป็นระดับ 6.0% ต่อปี

2) RJH มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยนักวิเคราะห์ในตลาดคาดว่ากำไรปกติในปีนี้และปีหน้าจะเติบโตระดับ 25% และ 11% ตามลำดับ ขณะที่หากใช้ PE ในระดับ 30 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล จะได้ราคาเหมาะสมทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 32.00 บาท ซึ่งยังมีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน

3) PTTEP แม้ว่าราคาน้ำมัน ยังโดนกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบความต้องการใช้น้ำมัน หรือกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากฝั่งสหรัฐกระทบด้านอุปทาน อย่างไรก็ตาม ผมมองหุ้นตัวนี้ มีปัจจัยเฉพาะตัวที่โดดเด่นด้านผลดำเนินงาน เนื่องจากปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้น 11% ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ คือ ปริมาณการขายจากสินทรัพย์ดำเนินงานใหม่ในมาเลเซียที่บริษัทเข้าไปซื้อ จะบันทึกเข้ามาเต็มปีในปีหน้า ด้านนักวิเคราะห์ในตลาด คาดว่ากำไรในปีนี้

และปีหน้าจะเติบโตที่ระดับ 9% และ 5% ตามลำดับ ขณะที่หากใช้ PE ในระดับ 14-15 เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ย PE ของ SET จะได้ราคาเหมาะสมทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 160-170 บาท ซึ่งยังมีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน

…แล้วพบกันใหม่ครับ…ด้วยรักและหวังดี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ตลาดหุ้น