“USABC” เดินสายถก 4 กระทรวง แก้ปมค้างซื้อใจเอกชนสหรัฐ
USABC ขนทัพธุรกิจ 46 บริษัทเดินสายพบ รมต. 4 กระทรวงเศรษฐกิจ กระทุ้งประเด็นร้อนตามคำขอเอกชนสหรัฐ ทั้งเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนแหล่งปิโตรเลียมไทย-เขมร เร่งสปีดไทยปิดรอบ RCEP อยากเห็น CPTPP หวังประโยชน์ต่อนักลงทุนสหรัฐ หยอดคำหวานมั่นใจลงทุนไทยต่อหลังเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council (USABC) นำคณะนักธุรกิจสหรัฐจาก 46 บริษัท ซึ่ง เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนทำธุรกิจในไทย เช่น 3เอ็ม, แอร์บีเอ็นบี, อเมซอน, คาร์กิลล์, เชฟรอน เป็นต้น เดินทางเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันประเด็นที่ภาคเอกชนสหรัฐต้องการเสนอให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการค้าและการลงทุน ตลอดจนลดอุปสรรคการค้าต่อกัน
โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2562 คณะ USABC เข้าพบนาย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้เน้นย้ำนโยบายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน (Center of ASEAN) เชื่อมโยงการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และใช้จุดแข็งของไทยในภาคเกษตร พัฒนาพลังงานหมุนเวียนรูปแบบต่าง ๆ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และส่งเสริมผู้บริโภคร่วมผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (prosumer) ขณะเดียวกันก็จะขับเคลื่อนเทคโนโลยีเพื่อก้าวไปสู่โลกดิจิทัล
โครงการ Smart Grid ฯลฯ ทาง USABC สะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยว่ามีศักยภาพสูง โดยเฉพาะด้านพลังงาน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภาครัฐต่อไป
รายงานข่าวระบุว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวในการประชุมมอบนโยบายข้าราชการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้แทนสหรัฐได้หารือความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อแสวงหาลู่ทางการลงทุนด้านพลังงานร่วมกับไทย โดยได้กล่าวถึงสัมปทานอ่าวไทยแหล่งก๊าซไทย-กัมพูชาที่ค้างคามา 50 ปี เพื่อเสริมความมั่นคงประเทศ เพราะมีข้อมูลที่พบว่าแหล่งดังกล่าวเป็นแหล่งสำคัญทางพลังงานที่สำคัญมาก แม้แต่กัมพูชาก็อยากทำ จึงขอให้ไทยเป็นตัวกลางทำให้เรื่องนี้สำเร็จ โดยสหรัฐจะมีผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือใช้ภูมิศาสตร์ที่ดีบริหารจัดการเรื่องนี้
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ได้พบกับ USABC และนำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 15 ส.ค. 2562 โดยไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนการลงทุนที่มุ่งเน้นใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) ซึ่งสหรัฐได้ให้ความสนใจ และมีหลายบริษัทที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย
นอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีแล้วจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาด้านอื่น ๆ ร่วมกัน นอกจากนี้สหรัฐ มองถึงโอกาสการขยายการลงทุนธุรกิจเอสเอ็มอีหลังจากรัฐบาลไทยให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีมากขึ้น สหรัฐขอให้ไทยเปิดโอกาสให้มีความร่วมมือกันในอนาคต
ขณะที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พบหารือกับ USABC เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ได้แลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน โดยสหรัฐอยากเห็นความร่วมมือการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เกิดขึ้นโดยเร็ว และความก้าวหน้าในการดำเนินการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งจะส่งผลดีต่อนักลงทุนสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันในการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ
ทั้งนี้ USABC เตรียมเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางเยือนสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและศึกษาความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ นำมาปรับใช้กับการพัฒนาประเทศ โดยฝ่ายไทยแจ้งให้คณะผู้แทนสหรัฐทราบเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อเชิญชวนให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ USABC ร่วมกับคณะนักธุรกิจด้านเกษตรสหรัฐ ได้มีการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการยกระดับรายได้เกษตรกรไทยในระยะยาว
นางศิริพร ไชยสุด รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายยุทธศาสตร์ เอเชีย-แปซิฟิก บริษัท เชฟรอนเอเชียแปซิฟิก จำกัด เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ถือเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ 35 ปีที่มีการก่อตั้ง
โดยสหรัฐลงทุนในอาเซียนสูงกว่าในจีน หรืออินเดีย โดยเฉพาะการลงทุนในไทยมีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การหารือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุน อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐที่มีต่อไทยภายหลังไทยมีการเลือกตั้ง ประกอบกับไทยมีพื้นฐานการลงทุนที่น่าสนใจ โดยภายหลังการหารือครั้งนี้ ผู้ประกอบการสหรัฐจะปรับแผนงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลต่อไป