เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอ็มจีซี-เอเชีย ยกทัพพรีเมียม BWM-XPENG ร่วมงานประชุมระดับนานาชาติ
Automotive เอ็มจีซี-เอเชีย ยกทัพพรีเมียม BWM-XPENG ร่วมงานประชุมระดับนานาชาติ
4 จว.เหนือ เปิดฉาก LANNA EXPO ขนทัพสินค้า 1 พันบูธ เจรจาธุรกิจทะลุ 140 คู่
เศรษฐกิจภูมิภาค 4 จว.เหนือ เปิดฉาก LANNA EXPO ขนทัพสินค้า 1 พันบูธ เจรจาธุรกิจทะลุ 140 คู่
อนุทิน กินข้าวถก ‘รมต.เพื่อไทย’ ตามงานทุกกระทรวง ไม่เน้นคุยรับศึกอภิปราย
Politics อนุทิน กินข้าวถก ‘รมต.เพื่อไทย’ ตามงานทุกกระทรวง ไม่เน้นคุยรับศึกอภิปราย
ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,350 บาท
รัฐบาล ถวายพวงมาลาเนื่องใน ‘วันนวมินทรมหาราช’ 13 ต.ค. 2569
Politics รัฐบาล ถวายพวงมาลาเนื่องใน ‘วันนวมินทรมหาราช’ 13 ต.ค. 2569
‘สุรศักดิ์’ ชี้เวที IMF–World Bank ช่วยดันท่องเที่ยวไทย ส่งท้าย คาดปี 70 โตต่อเนื่อง
Politics ‘สุรศักดิ์’ ชี้เวที IMF–World Bank ช่วยดันท่องเที่ยวไทย ส่งท้าย คาดปี 70 โตต่อเนื่อง
‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
Finance ‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
รุทธพล  โยน คกก.เคาะปม ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษล้างมลทิน
Politics รุทธพล โยน คกก.เคาะปม ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษล้างมลทิน
Yamaha – DPU ปลุกศักยภาพเยาวชนดนตรี มอบทุน 100% ตลอด 4 ปี รวม 8.4 ล้านบาท
Uncategorized Yamaha – DPU ปลุกศักยภาพเยาวชนดนตรี มอบทุน 100% ตลอด 4 ปี รวม 8.4 ล้านบาท
สันติธารแชร์ 2 ภาพประทับใจ IMF-World Bank ชูพระราชปณิธาน ร.9-ต่อยอด AI สร้างงาน
News สันติธารแชร์ 2 ภาพประทับใจ IMF-World Bank ชูพระราชปณิธาน ร.9-ต่อยอด AI สร้างงาน
ดูทั้งหมด

กากั้น อนันต์ ยอดเชฟผู้มอบความสนุกด้วยอาหาร กับเป้าหมายใหม่ เพื่อความสุขของตัวเอง

18 ก.ย. 2562 | 19:38น.

ประกายพร วงศ์วุฒิ : เรื่อง

เปิดเส้นทางใหม่ของ “เชฟกากั้น อนันต์” กับคติประจำใจที่ว่า “จงขบถ !” (Be a rebel) หลังจากที่ร้านอาหาร “กากั้น” ได้ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่บทบาทของเชฟร้านอาหารที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 5 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก และยังได้รับดาวมิชลิน 2 ดาวจากมิชลินไกด์ กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

บนเวทีสัมมนา “Beyond Experience พลิกประสบการณ์ พลิกเกมธุรกิจ” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เชฟกากั้น อนันต์ เชฟชาวอินเดียผู้หลงใหลในการนำเสนองานศิลปะในเมนูอาหารอินเดีย และได้สร้างมูลค่าอาหารด้วยหลักวิทยาศาสตร์ “โมเลกูลาร์” ในการปรุงแต่งอาหาร จนหลายคนเรียกอาหารของเขาว่า “Progressive Indian Cuisine” ซึ่งบนเวทีสัมมนานี้ เชฟกากั้นได้แชร์ประสบการณ์เหนือระดับที่เขามอบให้ลูกค้ามาตลอด

ไร้แบบแผน คือ กุญแจความสำเร็จ

เชฟกากั้นได้แชร์ประสบการณ์ และสอดแทรกความคิดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านอาหารกากั้น ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งเปิดใจเล่าถึงเป้าหมายและเส้นทางใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า กับร้านอาหารใหม่ที่ใช้ชื่อตัวเอง คือ “กากั้น อนันต์” ซึ่งจะเปิดตัวอีกครั้งในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ โดยมีโลโก้ของร้านเป็นเหมือนกลุ่ม “ก้อนเมฆ” นั่นก็มาจากชื่อ กากั้น ที่แปลว่า “ท้องฟ้า”

เมื่อถามถึงว่า ทำไมร้านอาหารกากั้นถึงตัดสินใจปิดตัวลงในช่วงที่ธุรกิจกำลังพีกและรุ่งเรืองที่สุด วัดได้จากการที่มียอดการจองคิวล่วงหน้านานถึง 7 เดือน เชฟกากั้นเล่าว่า เส้นทางของเขาที่จริงแล้วแทบไม่เคยวางแผนชัดเจน ดังนั้นพูดได้ว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ไม่ได้วางแผนอะไรเลย สำหรับการเริ่มต้นทำร้านอาหารใหม่อีกครั้ง ก็เพราะว่าเขาอยากทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำ และไม่สามารถทำได้ในร้านเดิม

เชฟกากั้นเล่าย้อนไปถึงความสำเร็จเมื่อช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมากับร้านอาหารกากั้นในกรุงเทพฯ ยกตัวอย่างถึงความเป็นอินเดียที่ทุกคนรู้จักว่า ส่วนใหญ่คนก็จะพูดว่าอินเดียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยสีสัน ประเพณีอันเก่าแก่ ความเคร่งครัดในศาสนา และเต็มไปด้วยความครื้นเครงแห่งการเฉลิมฉลอง

“สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมอยากนำเสนอให้คุณรู้จักเกี่ยวกับอินเดีย รูปแบบอาหารของผมเต็มไปด้วยวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิม ผมต้องการดึงเสน่ห์ความเป็นเอเชียออกมาให้มากที่สุด”

“ปัญหาทุกวันนี้ที่ผมเห็น คือ เวลาที่คุณไปทานอาหารที่ร้านอาหาร โดยเฉพาะอาหารเอเชียที่เป็นแบบ fine-dining คุณกำลังสูญเสียความเป็นอาหารเอเชียไป เพราะรูปแบบของอาหารไม่ใช่รากของเราจริง ๆ อาหารเอเชียสำหรับผมต้องมีหน้าตาแบบเอเชียเท่านั้น”

ที่ผ่านมาเชฟกากั้นได้เปลี่ยนแปลงเมนูอาหารมากมาย ยกระดับจากอาหารแบบพื้นเพ (humble foods) อย่าง “แกงกะหรี่” ซึ่งเมนูนี้มีอยู่ในหลายประเทศ ทั้งอินเดีย ไทย และญี่ปุ่น แต่เชฟบอกว่า ตัวเขาได้รังสรรค์อาหารพื้นเพนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของเอเชียใต้ และนำเสนอมันด้วยศิลปะในแบบเชฟกากั้น “ดังนั้น คำว่า fine-dining สำหรับผมก็คือ การที่เราไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

เชฟกากั้นบอกว่า มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ การทานอาหารในร้านอาหารทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องของการประดิษฐ์ (fake life) ไม่ใช่ความเป็นจริงอย่างที่มันควรจะเป็น ทำไมคนเราถึงเชื่อในการใช้ชีวิตแบบนั้น ? ซึ่งเชฟกากั้นขยายความว่า เวลาที่เราไปทานอาหารในร้านร้านหนึ่ง เราต้องพยายามแต่งตัวเพื่อบ่งบอกถึงสถานะบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย กระเป๋าที่ถือ หรือแม้แต่รองเท้า ลองคิดดูว่า ในแต่ละวันคุณจะต้องจ่ายเงินไปกับค่าอาหาร และเครื่องแต่งกายเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ?

นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมในร้านกากั้นก่อนหน้านี้ 90% ของเมนูอาหารทั้งหมดต้องทานด้วยมือเท่านั้น มันคือความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนล้วนสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจากมือ ไม่ว่าจะอาหาร หรือหยิบจับของต่าง ๆ เชฟกากั้นยังพูดติดตลกด้วยว่า

“ลองจินตนาการดูว่า คุณกำลังทานหมูปิ้งอยู่ ถ้าคุณไม่ได้ทานมันด้วยมือ มันก็ไม่ใช่หมูปิ้งอีกต่อไป”

เรียนรู้จาก “การตัดสิน” ของคนอื่น

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เชฟกากั้นเรียนรู้ได้จากความสำเร็จที่ผ่านมา คือ เมื่อคุณได้ก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุด จะมีคนประมาณ 50% ที่รักคุณ และก็มีอีก 50% ที่เกลียดคุณเช่นกัน คนเหล่านั้นเกลียดคุณเพราะคุณเป็นที่หนึ่ง เพราะคุณเก่งกว่า เหนือกว่าคนอื่น และที่สำคัญ คือ พวกเขาจะ “ตัดสินคุณ”

เชฟชาวอินเดียรายนี้เล่าว่า “ในปี 2015 ผมเริ่มรู้สึกถึงคำว่า ‘ไร้ชีวิตชีวา’ ผมกลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิต เพราะชีวิตของผมนั้นอยู่บนโลกแห่งการตัดสินของคนอื่นอยู่เสมอ ผู้คนสนใจเพียงแค่ ผมเป็นยังไง แต่งตัวแบบไหน หรือแม้แต่ว่า ผมจะเกาก้นรึเปล่าเวลาที่ทำอาหาร ผู้คนสนุกอยู่กับการได้จ้องจับผิดและตัดสินคนอื่น”

ดังนั้น สิ่งที่เชฟกากั้นอยากจะทำนับตั้งแต่วันนั้น และเขาทำมันได้สำเร็จก็คือ การปลดปล่อย หรือปลดล็อกความคิด หรือกรอบที่เป็นแบบแผนของคนอื่น ด้วยการทำให้คนเหล่านั้นเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคิด ด้วยอาหารที่เชฟทำ เพราะเวลา 3 ชั่วโมงในร้านอาหารของเชฟกากั้น คุณจะทำอะไรก็ได้ สนุกกับอาหารอย่างเต็มที่ขนาดไหนก็ได้

“Lick It Up” แรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ

“Lick It Up คือ หนึ่งในเพลงโปรดที่สุดที่ผมชอบฟัง ผมรักใน rock & roll เสียงดนตรีทำให้พลังในตัวผมกลับมา นอกจากนี้ เพลงนี้ยังสร้างแรงบันดาลใจสำหรับการสร้างสรรค์อาหารจานหนึ่งของผมด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในจานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากลูกค้า ความสนุกของมันก็คือ ลูกค้าจะต้องใช้ลิ้นเลียอาหารในจานที่มีรสสัมผัสแตกต่างกัน ทั้งรสหวาน รสเปรี้ยว ที่มันถูกออกแบบในตำแหน่งลิ้นเป็นอย่างดี แน่นอนว่ามันอร่อย !”

เชฟกากั้นเล่าว่า เขาชอบที่จะเห็นคนมาที่ร้านและเลียจานของเขา ถอดหัวโขนเศรษฐีพันล้านที่พกติดตัวมาด้วย แล้วมีความสุขกับชีวิตอย่างเต็มที่

“พวกคุณรู้มั้ย อะไรคือประสบการณ์ที่ดีที่สุดของผมเกี่ยวกับ Lick It Up นั่นคือ วันหนึ่งมีนายแบงก์ชาวสวิสสองสามีภรรยาเข้ามาทานอาหารที่ร้านของผม ซึ่งภรรยาของเขาดูแฟชั่นและหรูหรามากทีเดียว แต่พอพวกเขาได้ลองทานอาหารจานนี้ของผม สิ่งที่ผมเห็นคือ พวกเขาทิ้งคราบทั้งหมดที่มีก่อนหน้านี้ สนุกกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า เหมือนว่ากลับมาอายุ 25 อีกครั้ง” เชฟกากั้นพูดว่า นี่ถือว่าเป็นความสำเร็จที่สุดของเขาอีกอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ที่เข้าสู่วงการเชฟ เขาได้มอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้าสนุก และอยู่กับทุกอย่างที่ควรจะเป็น เวลาที่อยู่ในร้านอาหาร

ความสำเร็จในธุรกิจเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา

ในวันที่เชฟกากั้นเริ่มทำธุรกิจเมื่อปี 2010 เขาได้ลงทุนทั้งหมด 15 ล้านบาท ซึ่งในตอนนั้นพูดได้ว่า ยังไม่มีใครที่ทำ “chef’s kitchen table” มากนัก เขาคิดว่าจุดเริ่มต้นเหล่านี้ทำให้เขาพัฒนาร้านอาหารกากั้นได้เร็ว ทำให้ขึ้นเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดอันดับ 4 ของโลก และดีที่สุดในเอเชีย 4 ปีติดต่อกัน

นอกจากนี้ เชฟกากั้นได้เปรียบเทียบให้ฟังว่า ในวันที่เริ่มธุรกิจเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าใช้เงินสำหรับการทานอาหารในร้านของเขาประมาณ 2,000 บาท/คน จนถึงในวันสุดท้ายที่เขาปิดร้าน ก็คือ วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารในร้านกากั้นอยู่ที่ 12,000 บาท/คน ทำให้ร้านกากั้นมีรายได้เฉลี่ยราว 360 ล้านบาท/ปี และหากรวมอีก 5 ร้านที่เชฟกากั้นเป็นหุ้นส่วน รวม ๆ แล้วเขามีรายได้ประมาณปีละ 700 ล้านบาท

บทบาทในร้านใหม่ กับอีก 10 ปีข้างหน้า

แต่ความสำเร็จเหล่านั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่เชฟคนดังคนนี้มองหา “ความสำเร็จของผมจากการทำร้านกากั้นไม่ใช่รายได้มหาศาล แต่กลับพบว่ามันคือ ครอบครัวของผมอีก 65 ชีวิต ที่พร้อมลาออกไปกับผม ในวันที่ผมต้องการยุติบทบาทตัวเองในร้านกากั้น”

เชฟกากั้นบอกว่า การที่ครอบครัว 65 ชีวิตของเขา พร้อมลาออกไปกับเขา นับเป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิต และนี่เป็นที่มาของ “ร้านกากั้น อนันต์” เขาก่อตั้งธุรกิจนี้ขึ้นมาอีกครั้งด้วยเงินลงทุนประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งเชฟกากั้นประกาศบนเวทีว่า “จะทำให้เม็ดเงินลงทุนจาก 40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 5 ปีให้ได้ และผมมั่นใจว่าจะทำได้”

เขาเปิดเผยเกี่ยวกับร้านใหม่ด้วยว่า มีหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปจากร้านเดิม คือ ราว 75% ภายในร้านจะถูกใช้เป็นพื้นที่ทำครัว “นอกจากนี้ เป้าหมายของผมได้เปลี่ยนไปด้วย เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ผมทำเพื่อลูกค้าและพยายามทำให้ลูกค้ามีความสุข แต่ 10 ปีนับจากนี้ ผมจะทำให้ตัวผมและลูกทีมทั้งหมดมีความสุข ดังนั้น เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในชีวิตอีกต่อไป”

ร้านกากั้น อนันต์ จะเปิดสำรองให้กับ 10 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็น 4 รอบ ในแต่ละวัน ได้แก่ เวลา 17.30 น. 18.30 น. 19.30 น. และ 20.30 น. นอกจากนี้ ยังมีรอบพิเศษ My chef’s kitchen table หรือการทานอาหารภายในห้องครัวของเชฟด้วยเมนูอาหารที่เสิร์ฟตามใจเชฟเท่านั้น จะจำกัดเพียง 14 ที่นั่ง ในเวลา 17.00 น. เพียงรอบเดียวต่อวัน

ร้านเปิดใหม่นี้จะเปิดให้บริการลูกค้าสูงสุดเพียงวันละ 54 คน แต่พนักงานในร้านมีมากถึง 80 คน ดังนั้น อัตราการให้บริการเรียกได้ว่า 1 ต่อ 1 กันเลยทีเดียว ทั้งนี้ เชฟกากั้นย้ำบนเวทีว่า ราคาคอร์สอาหารในร้านใหม่นี้จะยังอยู่ที่ราคาเดิมราว ๆ 8,000 บาท/คน

“จิตวิญญาณ” ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน

เชฟกากั้นบอกว่า จากชีวิต 41 ปีที่ผ่านมา เขาเรียนรู้ที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ และเรียนรู้จากความล้มเหลวในอดีตเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น “ในโลกนี้แม้ว่าคุณจะสามารถใช้เงินซื้อทุกอย่าง แต่คุณไม่สามารถซื้อความรักและความเคารพในตัวเองและจากผู้อื่นได้ มันไม่ได้เกี่ยวว่าคุณจะเป็นคนรวย คนจน มีชื่อเสียง หรือเป็นเชฟ แต่มันอยู่ที่ว่า คุณได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำหรือไม่ อย่างน้อย ๆ ในวันที่ตาย คุณก็ได้ตายไปกับสิ่งที่คุณอยากทำ อย่าขายจิตวิญญาณของตัวคุณเอง”

“ผมอาจจะไม่ใช่เชฟที่ดี แต่อย่างน้อยผมก็ไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง การตัดสินใจถอนตัวจากร้านกากั้น ทำให้ผมกลายเป็นผู้นำของคนอีก 65 ชีวิต ในวันนั้นผมสามารถเลือกเฉพาะคนที่เก่งมีความสามารถไปพร้อมกับผมได้ และทิ้งคนที่อ่อนแอไว้ แต่บางครั้งผมคิดว่า คนเราจำเป็นต้องมีผู้นำ และสำหรับบางคนก็เหมาะที่เป็นผู้ตามมากกว่า”

สำหรับเส้นทางธุรกิจใหม่นี้ เชฟคนดังระดับโลกบอกว่า เขามีเป้าหมายชัดเจนที่จะเลือกครอบครัวของเขา ดังนั้น 15% ของกำไรจากร้านใหม่ จะเป็นโบนัสสำหรับพนักงานทุกคน