มองอนาคตคน “PEA” เปลี่ยน พนง.เป็นผู้ขาย-รุกตลาด ตปท.
นอกจากธุรกิจจะกุมระบบสายส่งไฟฟ้าทั่วประเทศกว่า 74 จังหวัด มีพนักงานในมือกว่า 30,000 คน จึงทำให้การปรับองค์กรครั้งใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สำหรับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านระบบไฟฟ้าอย่าง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
ผลเช่นนี้ เมื่อมีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สมพงษ์ ปรีเปรม” ผู้ว่าการ PEA ถึงภาพอนาคต และการพัฒนาบุคลากร เพื่อตั้งรับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจพลังงานที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยี (disruption) ที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความเป็น “ดิจิทัลยูทิลิตี้” คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการทำงานมากขึ้น จึงทำให้เขามองความสำคัญแรกไปที่ “คนทำงาน” ก่อน
ทั้งในเรื่อง 1) ปรับความคิดใหม่ (mindset) ที่ว่าคนทำงานต้องมีทักษะมากกว่า 1 ประเภท เพราะในอนาคต PEA จะต้องเพิ่มประเภทการทำงานที่นอกเหนือจากการขายไฟฟ้าในระบบสายส่งเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และไม่เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้า และ 2) คนทำงานในฝ่ายให้บริการลูกค้าทั่วไป ต้องสามารถวิเคราะห์ หรือให้บริการด้านอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่เพียงการบริการขั้นพื้นฐานทั่วไป โดยเฉพาะการวิเคราะห์เป็นสิ่งที่พนักงานทุกระดับชั้นจะต้องทำได้
“ภายใต้คอนเซ็ปต์ดิจิทัลยูทิลิตี้นี้ นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรแล้ว PEA ยังต้องการขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น ต้องนำคนทำงานที่ให้บริการลูกค้าเข้ามาฝึกเป็นคนขายสินค้า เพราะเรากำลังจะรุกไปสู่การขายสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจไฟฟ้า ผ่านสาขาและเครือข่ายที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ”
“สมพงษ์” บอกอีกว่า ไม่ว่าภาพในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งสำคัญที่ฝ่ายบริหารต้องดำเนินการ คือ การสร้าง “ความเข้าใจ” ที่ถูกต้อง ให้คนในองค์กรก่อน ซึ่ง PEA ต้องการให้พนักงานสามารถวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะที่เป็นธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่คาดการณ์ว่าจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เท่ากับว่าโอกาสทางธุรกิจไฟฟ้ายังคงมีอยู่ ซึ่งกว่าภาพเหล่านั้นจะเกิดขึ้น PEA จะต้องปรับองค์กรให้รองรับอนาคต แต่เนื่องจาก PEA เป็นองค์กรขนาดใหญ่จึงต้องใช้เวลา และจะต้องขยับทีละเรื่อง
“PEA ตอนนี้เหมือนกับการนั่งเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่มีผู้โดยสารถึง 30,000 คน ถ้าไปด้วยกันทั้งหมดอาจยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่เรือใหญ่มักมีเรือเล็กอยู่ด้วยเสมอ เราจะมีเรือเล็กอีกสัก 2-3 ลำ เพื่อช่วยดูแลไม่ให้เกิดความเสียหาย ในขณะที่เรือเดินสมุทรยังไปได้ต่อ ทำให้เกิด direction ที่เหมาะสมเพื่อทดลองไปก่อน”
แม้ในปัจจุบันจะมีพนักงานรวมกว่า 30,000 คน แต่ยังไม่พอสำหรับงานใหม่ ๆ ในส่วนของ PEA ยืนยันได้ว่าไม่มีนโยบาย “ลดคน” แต่จะต้องเพิ่มจำนวนพนักงานด้วยเหตุผลที่ว่า PEA เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีพื้นที่รับผิดชอบถึง 74 จังหวัด ในขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รับผิดชอบเพียงพื้นที่ กทม.และปริมณทลเท่านั้น ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีนโยบาย “เพิ่มคน” มากกว่า นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มแผนกงานอีก 2 ด้าน คือ ด้านการตลาด และการขายขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางธุรกิจของ PEA ด้วย
แต่หากในแง่ของคนทำงานเชิงเทคนิคนั้น PEA มีโรงเรียนช่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อผลิตคนทำงานให้มีความเชี่ยวชาญ และตรงกับความต้องการขององค์กร อีกทั้งเมื่อเรียนจบยังสามารถเข้าทำงานที่ PEA ได้
สำหรับหลักสูตรที่เปิดสอนในปัจจุบัน คือ หลักสูตรปกติ 3 ปี มีการเปิดรับนักเรียนที่สนใจทุกปี เงื่อนไขคือต้องเป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 (หรือ ม.4 ที่จบ รด.1 ปีมาแล้ว) เพื่อเข้ามาศึกษาในระดับมัธยมปลายสายอาชีพ (เน้นวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์) และถ้าเรียนจบหลักสูตรจะได้บรรจุเป็นพนักงานช่างฮอตไลน์ นอกจากนี้ ผู้ที่ทำคะแนนได้สูง จะให้ทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์อีกด้วย พร้อมทั้งปรับระดับให้เป็นวิศวกร
นอกจากนั้น ยังมีหลักสูตรพิเศษ 1 ปี (ไม่ได้เปิดรับทุกปี) เพื่อฝึกฝนการปฏิบัติการฮอตไลน์ โดยได้รับวุฒิ ปวช.ที่มีความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้ามาแล้ว เมื่อเรียนจบหลักสูตรยังได้รับการบรรจุเป็นพนักงานช่างฮอตไลน์ เพื่อปฏิบัติงานกับไฟฟ้าแรงสูง และหลักสูตรช่างเฉพาะทาง (ไม่ได้เปิดรับทุกปี) หลักสูตรนี้เปิดรับวุฒิ ปวส. เพื่อเข้ามาศึกษาเป็นระยะเวลา 6 เดือน มีการเรียนการสอนทั้งด้านทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ที่สำคัญ ยังต้องลงฝึกปฏิบัติงานจริงที่ PEA สำนักงานใหญ่ เมื่อจบหลักสูตรนี้แล้วจะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานช่างปฏิบัติการระบบไฟฟ้า
สำหรับในเรื่องของธุรกิจ PEA “สมพงษ์” อธิบายว่า จากเดิมที่ PEA ผูกขาดระบบจำหน่ายไฟฟ้า เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้จากเดิมที่ประชาชนต้องซื้้อไฟฟ้าจาก PEA เท่านั้น แต่ปัจจุบันยังสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง พูดง่าย ๆ ว่าผู้ใช้ไฟมีทางเลือกมากขึ้น อย่างเช่น พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หากมีพลังงานไฟฟ้าเหลือยังสามารถขายเข้าระบบได้อีกด้วย นั่นหมายความว่า หาก PEA ไม่ปรับองค์กร ไม่มองหาโอกาสใหม่ ๆ ในที่สุดจะกลายเป็นองค์กรที่ “ตกขบวน” ในที่สุด ฉะนั้น PEA จึงต้องหันมาใช้บริษัท พีอีเอเอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทในเครือ (PEA ถือหุ้น 100%) ในการลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจไฟฟ้า
“สมพงษ์” ทิ้งท้ายว่า แม้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลง เพราะหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นนั้น ต้องถามถึงต้นทางของไฟฟ้าจะมาจากแหล่งใดได้บ้าง เช่น อาจจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือประเภทอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อมองเห็นทิศทางในลักษณะแบบนี้ ยังทำให้ PEA มองเห็นโอกาสในเรื่องของระบบสายส่งไฟฟ้าแบบ “smart grid” ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัว “รักษาสมดุล” โหลดไฟฟ้าในระบบทั้งหมด ซึ่งอาจจะกลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับ PEA ต่อไปในอนาคต