การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันโลก จากฝั่งอุปสงค์ที่ลดลงทำให้กลุ่มโอเปกพลัสเสนอแนวทางลดกำลังการผลิตเพิ่มถึง 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ระหว่างการประชุมเมื่อ 5-6 มี.ค. 2020 แต่ความขัดแย้งภายในกลุ่มระหว่าง “ซาอุดีอาระเบีย” ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มโอเปกโดยพฤตินัย และ “รัสเซีย” อีกหนึ่งสมาชิกที่เป็นมหาอำนาจด้านพลังงานโลก สร้างภาวะการแข่งขันด้านราคาขึ้นมา ซึ่งกลับยิ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันโลกมากขึ้น
โดยซาอุฯเป็นหัวหอกในการเสนอแผนปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งหากรวมกับการปรับลดการผลิตก่อนหน้านี้จะส่งผลให้โอเปกพลัสมีการปรับลดกำลังการผลิตถึง 3.6 ล้านบาร์เรล/วัน หรือประมาน 4% ของอุปทานโลก
แต่เนื่องจากแนวทางดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยรัสเซีย โดยซีเอ็นบีซีรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวซึ่งใกล้ชิดในการประชุมโอเปกพลัสระบุว่า รัสเซียปฏิเสธแนวทางดังกล่าวโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมองว่าการลดกำลังการผลิตจะเปิดช่องว่างให้สหรัฐก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านพลังงานของโลก ภายหลังการเจรจา “ล่ม” ส่งผลให้ทางซาอุฯ ประกาศลดราคาขายน้ำมันดิบและเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ซาอุฯ “เปิดเกมสงครามราคา” เพื่อกดดันรัสเซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงทันทีกว่า 30% หลังเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ที่
9 มี.ค. 2020 โดยราคาน้ำมันดิบจุดต่ำสุดที่ราว 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น
รอยเตอร์สรายงานว่า หลังผลการเจรจาล้มเหลว “ซาอุดีอารามโก” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ประกาศลดราคาขายน้ำมันดิบทั่วโลกของบริษัทสำหรับเดือน เม.ย. ลงราว 6-8 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นอกจากนี้ ทางซาอุฯยังประกาศเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตที่ระดับมากกว่า 10 ล้านบาร์เรล/วันในเดือน เม.ย.นี้อีกด้วย โดยซาอุฯมีกำลังการผลิตถึง 12.5 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ปัจจุบันประเทศเศรษฐีน้ำมันรายนี้ผลิตน้ำมันดิบเพียง 9.7 ล้านบาร์เรล/รายงานข่าวระบุว่า หากข้อตกลงการจำกัดโควตาการผลิตซึ่งจะหมดอายุในเดือน มี.ค.นี้ และทางกลุ่มโอเปกพลัสยังหาข้อตกลงใหม่ไม่ได้ อาจส่งผลให้ซาอุฯเพิ่มกำลังการผลิตจำนวนมหาศาล ขณะที่ “อเล็กซานเดอร์ โนวัก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัสเซีย กล่าวว่า เดือน เม.ย.นี้ รัสเซียพร้อมเพิ่มกำลังการผลิตโดยไม่มีการจำกัดโควตาเช่นกัน
ขณะที่นักวิเคราะห์ยังแสดงความกังวลประเทศผู้ผลิตน้ำมันอีกหลายแห่งอาจเข้าร่วมสงครามราคาครั้งนี้ โดย “เอ็ดเวิร์ด เบลล์” นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก “เอมิเรตส์ เอ็นดีบี” ธนาคารยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลดูไบ ระบุว่า นอกจากรัสเซียและซาอุฯแล้ว ทางยูเออีและกลุ่มสมาชิกโอเปก โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางอาจจะเข้าร่วมสงครามราคาครั้งนี้ด้วย ซึ่งกำลังการผลิตทั้งหมดของภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบันต่ำกว่าตัวเลขการผลิตเมื่อปี 2018 อยู่ราว 2 ล้านบาร์เรล/วัน
ดังนั้น หากประเทศเหล่านี้หันมาแข่งกันเพิ่มกำลังการผลิต อาจทำให้ปริมาณน้ำมันดิบไหลออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมากขึ้น โดย “อาลี เคดรี” ซีอีโอของ “ดราโกแมน เวนเจอร์” ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารของเอ็กซอนโมบิลชี้ว่า “ราคาน้ำมันดิบในปี 2020 อาจลดลงเหลือเพียง 20 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น”
ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ซาอุฯมีศักยภาพสำหรับการทำสงครามราคาน้ำมันมากกว่ารัสเซีย เนื่องจากซาอุฯสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอย่างรวดเร็วถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ทั้งยังมีสต๊อกน้ำมันจำนวนมากที่สามารถนำออกมาทำสงครามราคาได้ ขณะที่รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดหลายอย่างหากราคาน้ำมันลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ของประเทศที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงโครงการทางด้านอื่น ๆ ของ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน
และที่สำคัญ ซาอุฯมีความได้เปรียบในแง่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำมาก วอลล์สตรีตเจอร์นัลรายงานอ้างอิงข้อมูลต้นทุนการผลิตมันดิบของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) เมื่อปี 2016 พบว่า ซาอุฯมีต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบเพียง 8.98 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่รัสเซียมีต้นทุนการผลิตถึง 19.21 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแผนการของซาอุฯจะสามารถสร้างแรงกดดันต่อรัสเซีย แต่หากราคาน้ำมันดิบลดลงอยู่ที่ระดับต่ำยาวนานจะส่งผลให้ภาคธุรกิจลดการลงทุนในด้านการสำรวจและขุดเจาะ ซึ่งในระยะยาวเมื่อซัพพลายการผลิตที่ลดนอกจากนี้ เกมสงครามราคาของซาอุฯยังส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของประเทศ ซึ่งอีไอเอประเมินว่าสหรัฐมีต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ 20.99-23.35 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
รวมถึงปัจจุบันอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลยังเผชิญกับภาวะซบเซา ดังนั้น กลยุทธ์นี้อาจมีประสิทธิภาพแค่ในระยะสั้น ๆ เท่านั้น