Skip to content

ดอลลาร์สหรัฐฟื้น หลังการประชุม FED สร้างความหวังขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้

22 ก.ย. 2560 | 18:40น.
ดอลลาร์สหรัฐฟื้น หลังการประชุม FED สร้างความหวังขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2560 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (18/9) ที่ 33.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ คงที่จากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/9) ที่ระดับ 33.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15/9) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีก ประจำเดือนสิงหาคม ออกมาปรับตัวลดลง 0.2% ต่ำกว่าที่่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1% และดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ ประจำเดือนสิงหาคมออกมารปรับตัวลดลง 0.9% ลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% สหรัฐ นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์คได้เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต ประจำเดือนกันยายน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 24.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 25.2 ลดลงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ 18.2 ทั้งนี้ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ เนื่องจากนักลงทุนจับตารอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19-20 ก.ย. ต่อมาในวันพุธ (20/9) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.00-1.25% ในการประชุม ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ พร้อมกับส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศว่าจะเริ่มปรับลดงบดุลที่ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ของหน่วยงานสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน หรือ MSS ในเดือนตุลาคม จากปัจจุบันที่ระดับ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยภายใต้นโยบายปรับลดงบดุลของเฟด เฟดจะกำหนดวงเงินพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ของหน่วยงานของรัฐ และ MBS ที่เฟดจะปล่อยให้ครบกำหนดอายุโดยไม่มีการนำเม็ดเงินไปลงทุนใหม่ และจะเพิ่มเพดานตามเป้าหมายที่เฟดกำหนด ซึ่งในเบื้องต้นเฟดจะจำกัดเพดานการลดวงเงินการถือครองตราสารเหล่านี้ที่ระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ก่อนที่จะขยายเพดานการลดการถือครองตราสารอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในทุก ๆ ไตรมาส จนกระทั่งแตะระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในเดือนตุลาคม 2561 ในขณะเดียวกัน กรรมการเฟดจำนวน 12 จาก 16 รายยังคงคาดการณ์ว่า เฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 3 หลังจากปรับขึ้นในเดือนมีนาคม และมิถุนายน ส่วนกรรมการเฟดจำนวน 11 จาก 16 รายคาดการณ์ว่า เฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปีหน้า และ 2 ครั้งในปี 2562 นอกจากนี้เฟดยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาว สู่ระดับ 2.8% จากเดิมที่ระดับ 3% สำหรับการคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวในปีนี้ สู่ระดับ 2.2%  จากคาดการณ์เดิมในเดือน มิ.ย.ที่ระดับ 2.1% ส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 1.8% นอกจากนี้ เฟดได้ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5% ในปีนี้ จากเดิมที่ระดับ 1.7% และคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.9% ในปีหน้า จากเดิมที่ระดับ 2.0% ขณะที่เฟดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังไม่แตะ 2% จนกว่าจะถึงปี 2562 ซึ่งผลการประชุมดังกล่าวทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง โดยระหว่างสัดปดาห์ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.08-33.14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.10/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยในประเทศไทย นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวว่า ณ ปัจจุบันได้มีการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินที่ผิดปกติเป็นบางช่วง แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ดำเนินการกับสถาบันการเงินที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินที่หนาแน่นหรือการทำธุรกรรมการเงินที่มีความผิดปกตินั้นแล้ว ส่วนกรณีที่ยังมีเงินทุนไหลเข้า ซึ่งส่งผลให้เงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่านั้น ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาเนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดี ประกอบกับคลายความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทย จึงทำให้มีนักลงทุนเข้ามาเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการเกินดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมาทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการหารือร่วมกับทั้งกระทรวงการคลัง ตลอดจนภาคธุรกิจสำหรับสถานการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจนโยบายการเงินนั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นหลัก

สำหรับการเคลื่อนไหวสกุลเงินยูโรในสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (18/9) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1944/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/9) ที่ระดับ 1.1941/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในระดับแข็งค่าจากตัวเลขเศรษฐกิจ โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศเยอรมนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 17.0 จุดในเดือนกันยายน จากระดับ 10.0 จุด ในเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เนื่องด้วยเศรษฐกิจประเทศฝรั่งเศสปรับตัวดีขึ้นในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีจะขยายตัว 1.7% ในปีนี้ เพิ่มจากระดับ 1.6% ส่วนในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 1.7% เช่นกัน แต่หลังจากการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐได้กดดันค่าเงินยูโรให้เคลื่อนไหวในระดับอ่อนค่าในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยตลอดสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1880-1.2031 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/8) ที่ระดับ 1.1957/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (18/9) เปิดตลาดที่ระดับ 111.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/9) ที่่ระดับ 111.20/22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าตลอดทั้งสัปดาห์ หลังนักลงทุนได้มีการลดขนาดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยลง ทั้งนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันพุธ (20/9) ว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ 1.1364 แสนล้านเยน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของยอดส่งออกรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ไปยังสหรัฐ สำหรับยอดส่งออกในเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.11% แตะที่ 6.28 ล้านล้านเยน ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่ีมขึ้น 15.2% แตะที่ 6.16 ล้านล้านเยน จากการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นมาก และจากผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐได้กดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงจากการขายสินทรัพย์ปลอดภัย โดยนักลงทุนคาดกว่าเฟดจะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งภายในปีนี้ ถึงแม้ว่าช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (21/9) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะประกาศมติคงนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงรุก ในการประชุม พร้อมประกาศว่า จะเดินหน้าความพยายามในการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%  โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ BOJ มีมติภายหลังการประชุมว่าจะยังคงซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อระยะยาว ให้เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 0% นอกจากนี้ BOJ ยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% จนกระทั่งในวันศุกร์ (22/9) ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอีกครั้งจากความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะทำการทดลองระเบิดไฮโดรเจนอีกลูก ซึ่งในครั้งนี้จะทำในมหาสมุทรแปซิฟิกตลอดสัปดาห์ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.87-112.71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/9) ที่ระดับ 111.80/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ