ค่าเงินบาทแกว่งตัวในกรอบแคบ ตลาดจับตาตัวเลขนำเข้าส่งออกไทยเดือนมีนาคม
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/4) ที่ระดับ 32.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (17/4) ที่ระดับ 32.57/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาวว่า พรรครีพับลิกันใกล้บรรลข้อตกลงกับพรรคเดโมแครตเรื่องการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจขนาดเล็กที่เดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังเปิดเผยด้วยว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะสรุปข้อตกลงช่วยเหลือดังกล่าวได้อย่างเร็วที่สุดในวันนี้ (20/4) ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้เพิ่มงบฯเข้าโครงการเงินกู้สำหรับธุรกิจขนาดเล็กอีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้นำฝั่งพรรคเดโมแครตต้องการทำให้มั่นใจว่าเงินส่วนที่เพิ่มมานี้จะมีมาตรการป้องกันและเข้าถึงชุมชนที่ต้องการจริง ๆ นอกจากนี้นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า เฟดควรใช้ความระมัดระวังในการเพิ่มชุดโปรแกรมสู้วิกฤตที่เฟดได้อนุมัติไปแล้วเพื่อเก็บรักษาเครื่องมือไว้บ้าง ซึ่งกระทรวงการคลังยังมีงบฯอีกกว่า 2.00 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สามารถใช้ได้เพื่อช่วยเฟดจัดตั้งโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อจัดสรรสินเชื่อให้แก่บริษัทหรือรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.45-32.52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทได้รับปัจจัยบวกจากความคาดหวังการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์บางส่วน และได้แรงหนุนจากราชกิจจานุเบกษา ที่ประกาศ พ.ร.ก. 3 ฉบับให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน รองรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกซอฟท์โลน-ตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงิน (BSF) นอกจากนี้ธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามคาดในวันนี้ (20/4) เพื่อลดต้นทุนการขอกู้ให้แก่บริษัทต่าง ๆ และพยุงเศรษฐกิจ หลังจากที่เศรษฐกิจหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปีลดลง 0.20% มาที่ 3.85% จาก 4.05% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 5 ปีลดลง 0.10% มาที่ 4.65% จาก 4.75% ซึ่งนับเป็นการลดดอกเบี้ยเงินกู้เป็นครั้งที่สองในปีนี้ อย่างไรก็ดีตลาดยังคงติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และตัวเลขดุลการค้าในวันพรุ่งนี้ (21/4)
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (20/4) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.086/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/4) ที่รดับ 1.0814/17 ดอลลาร์สหรับ/ยูโร โดยศูนย์ควบคุมโรคยุโรปเปิดเผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในยุโรปพุ่งเกิน 1 ล้านรายแล้วในขณะนี้ โดยสเปนเป็นชาติที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในยุโรป ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ยุโรปมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนเกือบครึ่งของยอดผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วโลก ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยุ่ในกรอบระหว่าง 1.0839-1.0896 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0881/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (20/4) เปิดตลาดที่ระดับ 107.82/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/4) ที่ระดับ 107.87/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยยอดส่งออกเดือน มี.ค. ปรับตัวลง 11.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสินค้าของญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศลดลงอย่างมาก อันเนื่องมาจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลก ส่วนยอดนำเข้าในเดือน มี.ค.ลดลง 5% ส่งผลให้ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าในเดือน มี.ค. ที่ระดับ 4.9 พันล้านเยน หรือประมาณ 45.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะเพิ่มวงเงินในมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 เป็น 117.1 ล้านล้านเยน (1.09 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดิมที่ระดับ 108.2 ล้านล้านเยน โดยคาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะยื่นงบประมาณเพิ่มเติมเให้รัฐสภาพิจารณาในวันที่ 27 เม.ย. และประกาศใช้ในวันที่ 1 พ.ค. ซึ่งช้ากว่ากำหนดเดิมประมาณ 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 107.47-107.94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 107.65/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน มี.ค. จากเฟดชิคาโก (20/4) ยอดขายบ้านมือสองเดือน พ.ค. (21/4) ดัชนีราคาบ้านเดือน ก.พ. (22/4) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน เม.ย. จากมาร์กิต (23/4) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือน เม.ย.จากมาร์กิต (23/4) ยอดขายบ้านใหม่เดือน มี.ค. (23/4) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (23/4) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน มี.ค. (24/4)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.4/+0.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ +2.75/+4.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ