“อนุทิน” ประชุมบนบันได! สุขภาพสำคัญกว่าเงิน 45,000 ล้าน
อาจกล่าวได้ว่าในทำเนียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีแค่ตระกูล “ชาญวีรกูล” เท่านั้น ที่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการ ทั้ง พ่อ – ลูก
นั่นคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข คนที่ 52
ส่วนพ่อของเขาคือ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ก็เคยเป็น รมว.สาธารณสุข มาก่อน ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช อยู่ในทำเนียบลำดับที่ 44
เมื่อ “อนุทิน” หวนกลับมาทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง หลังจากเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เขาบอกอย่างเต็มปากเต็มคำว่ามีความสุข
“ผมชอบข้าราชการ ชอบทำงานกับทีมงานกระทรวงสาธารณสุข เข้ามาวันแรกไม่ต้องทดลองงาน มีความสุขกับการได้เห็นคนป่วยหาย มีส่วนกับการผลักดันให้สุขภาพคนไทยแข็งแรง ผมอาจโรคจิตก็ได้ ที่แฮปปี้ของผมแบบนี้”

ยามที่ต้องสู้รบปรบมือกับไวรัสโควิด-19 หากงานสำเร็จ คุมการระบาดได้อาจมีชื่อเป็นเกียรติยศว่าปราบไวรัสอยู่หมัด แต่ถ้าล้มเหลว ชื่ออาจถูกจดจำในอีกแบบ “อนุทิน” ไม่มองว่าโชคร้ายหรือโชคดี แต่ทำภารกิจได้อย่างเต็มที่
“ผมไม่ว่ามีความกดดันใดๆ มา ก็ไม่ท้อถอย เสียกำลังใจ ยิ่งมีความกดดัน ผมก็ยิ่งต้องพิสูจน์ตัวเอง เป็นอุปนิสัยของผมตั้งแต่ไหนแต่ไร และตัวผมเอง ผม enjoy กับการทำงานที่สาธารณสุข ผมขอมา เพื่อนนักการเมืองไม่ต่ำกว่า 80% ทายถูกว่าผมอยากมากระทรวงสาธารณสุข”
ปัจจุบันห้องทำงานเขาอยู่ชั้น 4 ของอาคารสำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่มารับตำแหน่งรัฐมนตรี เขาไม่ขึ้นลิฟต์ ทั้งขึ้นหรือลง วันไหนที่ห้องประชุมอยู่บนชั้น 6 ก็ต้องขึ้นลงทั้ง 6 ชั้น
“เดี๋ยวนี้ผมไม่อยากขึ้นลิฟต์ ลงลิฟต์แล้ว ผมชอบขึ้นลงบันไดมากกว่า” เปิดโอกาสให้บรรดาหมอๆ ที่ตามมาประชุมแก้ปัญหาโควิด -19 ได้มีเวลาคุย ถามไถ่ปัญหามากกว่าพูดในห้องประชุม

และเหตุผลสำคัญคือ “ด้านสุขภาพ” ที่ทำให้แข็งแรงขึ้น กระนั้น ช่วงโควิด -19 ระบาด ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต “อนุทิน” ก็ต้องใช้ชีวิตแบบ “ปกติใหม่” new normal จึงชวนคนไทยใช้ชีวิตแบบปกติใหม่ เพราะโควิด-19 จะอยู่กับเราไปอีกนาน
“ยกตัวอย่างผม ที่ผ่านมาทั้งชีวิตทำไมต้องไปงานเลี้ยง เลี้ยงรุ่นในหลักสูตรต่างๆ งานแต่งงาน งานศพ ทำไมผมไม่ส่งโน้ต ส่งความปรารถนาดีไป ไม่ต้องกินกันทุกวัน กินเดือนละครั้ง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกลับบ้านก่อน 1 ทุ่ม เดี๋ยวนี้อ 6 โมงเย็นผมถึงบ้าน กินข้าว 6 โมงเย็นตามสูตรกรมอนามัย กินข้าวก่อนฟ้ายังไม่มืด กินไม่เยอะเพราอยู่บ้าน ได้ออกกำลังกาย นอน 3 ทุ่ม”
“เกิดมาในชีวิตไม่เคยได้นอน 3 ทุ่ม ตั้งแต่เป็นทารกแล้วมั้ง (หัวเราะ) ตื่นตี 5 ออกกำลังกาย 6 โมง 8 โมงครึ่งถึงที่ทำงาน ตื่นมาด้วยความสดใส พักผ่อนเพียงพอ โรคที่เคยมี ท้องอืด ท้องเฟ้อ หายใจติดขัด แพ้อากาศ หายหมดเลย บ่ายๆ ที่เคยแทบจะลืมตาไม่ขึ้น เดี๋ยวนี้ไม่มี 5 โมงกว่าๆ กลับบ้าน ทำงานผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย”

พลันที่ตัวเลขติดเชื้อลดต่ำลง แตะระดับ 10 กว่าราย “อนุทิน” บอกว่า กระทรวงสาธารณสุขในยุคของเขาไม่มีทางแต่งตัวเลขแน่นอน
“ยืนยันภายใต้รัฐมนตรีคนนี้ก็คือ จะต้องให้ข้อเท็จจริง ตัวเลข ข้อมูล บทความต้องอยู่บนความเป็นจริงทั้งหมด ไม่มีปิดบังใดๆ กับประชาชนแม้แต่น้อย”
เขาให้เครดิตที่ผู้ปิดทองหลังพระ นอกจากนักรบชุดขาว แพทย์-พยาบาล นั่นคือ ความร่วมมือของประชาชนทั้งประเทศ และที่ขาดไม่ได้คือ “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” หรือ อสม.
“ความร่วมมือของประชาชนที่ให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่ประสบความสำเร็จควบคุมโรคไม่ระบาดเป็นวงกว้าง เพราะประชาชนร่วมมือเป็นอย่างดี แล้วเรายังมี อสม.ที่เป็นมือไม้สำคัญที่สุดในระบบนี้ ช่วยเฝ้าระวังในหมู่บ้าน ชุมชน พื้นที่ต่างๆ ให้ความรู้กับคนในหมู่บ้านว่าทำอย่างไรไม่ติดเชื้อ ประเทศไทยเตรียมการ 100%”
“มีหมอเคยบอกผมว่า ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาโควิด-19 คนไข้ทีหาย คือคนที่รักษาตัวเขาเอง หมอคือคนที่ประคับประคองไม่ให้เกิดโรคแทรกอื่นเข้ามา ยังเป็นความปรานีต่อธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์ นอกเหนือความเก่งของแพทย์ พยาบาล คือระบบ อสม.จากนี้ไป คุณค่าของ อสม.จะต้องได้รับความยกย่อง สมัยก่อนคนมองว่าเป็นการจัดตั้งมวลชน”

“วันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าไม่มี อสม.โรคจะบานไปอีกเยอะ เวลาไปเจอ อสม.ผมบอกว่าถ้าโควิดรู้ว่าประเทศไทยมี อสม.โควิดจะไม่เข้ามา เป็นสิ่งที่ต่างประเทศนึกไม่ถึงว่า พลัง อสม.สุดยอดขนาดไหน แค่เขาช่วยเฝ้าระวัง เฝ้ามองไม่ให้คนที่มา quarantine หายไปจากบ้าน เอาผู้ป่วยถึงมือหมออย่างทันเวลา เป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อระบบสาธารณสุขทั้งระบบ คนไทยควรยกย่อง อสม.”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่างบประมาณเงินกู้ 1 ล้านล้าน ถูกแบ่งให้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อลงทุนลงระบบสาธารณสุข เพียงแค่ 4.5 หมื่นล้าน ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ “อนุทิน” ยืนยันว่าเรื่องเงินไม่สำคัญ เท่าประชาชนร่วมมือ
“เรื่องเงินเรื่องเงินทอง ไม่ใช่เรื่องที่มีความสำคัญเท่ากับความเข้าใจของประชาชน เอาเงินเท่าไหร่มาทุ่ม แล้วประชาชนไม่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพ กินของมันๆ ไม่ออกกำลังกาย เอาเงินไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกทุ่นแรง นี่คือสิ่งที่ประเทศเคยเป็นมา ประชาชนไม่แข็งแรง แต่ปัจจุบันคนใส่ใจสุขภาพ โรคระบาดอะไรก็แล้วแต่ เจอคนแข็งแรง บางทีติดโรคแต่ไม่สำแดงอาการ แล้วช่วงเวลาหนึ่งร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันแล้วกำจัดโรคไปได้ด้วยตัวเอง”