วัฒนธรรมองค์กร “นูทานิคซ์” เปิดรับสิ่งใหม่-สร้างความท้าทาย
“นูทานิคซ์” ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์จากสหรัฐ ซึ่งเป็น 1 ใน 8 บริษัทรายใหม่ที่ติดอันดับท็อป 100 ในโลกของบริษัทที่ดีที่สุดที่น่าทำงานด้วยโดยนิตยสารฟอร์จูนปี 2563 ทั้งนี้ เพราะบริษัทมีความเชื่อว่าการได้เป็น 1 ใน 100 ไม่ได้เกี่ยวกับหรือเป็นเรื่องของผู้นำคนใดคนหนึ่ง ทีมใดทีมหนึ่ง หรือแม้กระทั่งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องความร่วมมือร่วมใจของทีมงานทุกคนในบริษัทที่พร้อมใจกันมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน
การติดอันดับ 1 ใน 100 ของบริษัทที่ดีที่สุดที่จะทำงานด้วย ยังเป็นการพิสูจน์ถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ดีของนูทานิคซ์ที่มีอยู่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
“ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี” ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ กล่าวว่า นูทานิคซ์มีสำนักงานอยู่ทั่วโลกมากกว่า 82 แห่ง มีพนักงานรวมกว่า 5,340 คนรวมถึงประเทศไทย โดยรูปแบบธุรกิจของนูทานิคซ์ในประเทศไทย คือ การขายและให้บริการซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่เริ่มต้นเมื่อ 11 ปีที่แล้วจากการเป็นสตาร์ตอัพ โดยมีพนักงานเพียง 3 คนร่วมกันก่อตั้ง บุกเบิก และนำเสนอเทคโนโลยีไฮเปอร์คอนเวิร์จในประเทศไทย ที่ในเวลานั้นน้อยคนนักจะรู้จัก จนกลายเป็นเทคโนโลยีเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ว่าเป็นโซลูชั่นที่ปฏิวัติเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานไอที ที่ช่วยทำให้เรื่องยากซับซ้อนของระบบไอทีกลายเป็นเรื่องง่าย
“การสร้างสรรค์โครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ หรือโครงสร้างพื้นฐานของเซิร์ฟเวอร์ที่มีความน่าเชื่อถือด้วยระบบซอฟต์แวร์คุณภาพสูง และสร้างศูนย์กลางข้อมูลบนระบบคลาวด์ส่วนตัว ประสบความสำเร็จมาจากการที่นูทานิคซ์ให้ความสำคัญกับหลักการพื้นฐาน การทำงานด้วยความเชื่อใจ ภายใต้ขอบเขตของข้อเท็จจริง, เคารพ, รับฟัง, ใส่ใจซึ่งกันและกัน และกล้าแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนั้น เพราะทีมงานทุกคนจะต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงแก้ไขตลอดเวลา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานขององค์กรให้ถึงขีดสุด เราจึงต้อนรับพนักงานที่มีความหลากหลาย และความคิดเห็นที่หลากหลาย จนทำให้เรามีทรัพยากรทางความคิดที่เปิดกว้าง”
“ผมเชื่อว่าความหลากหลายนอกจากเรื่องเพศ, ประสบการณ์การทำงาน ยังรวมถึงภูมิหลัง และทัศนคติที่แตกต่างด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีในทุกองค์กร โดยเฉพาะนูทานิคซ์เรายกย่องให้เกียรติพนักงาน มีการประเมินและปรับเลื่อนตำแหน่งเหมือนกับองค์กรอื่น ถึงแม้จะมีพนักงานเพียง 23 คนในปัจจุบัน แต่ความใส่ใจ และการดูแลทีมงานเป็นหัวใจหลักของนูทานิคซ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยากลำบาก อย่างเช่น การระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้เราออกมาตรการหลายประการเพื่อให้พนักงานทำงานสะดวกสบายขึ้น อาทิ การสร้างอินทราเน็ตภายในองค์กรเพื่อสื่อสารกับพนักงานด้วยข่าวสารที่ผ่านการตรวจสอบและเชื่อถือได้, การตั้งทีมทำงานที่สามารถให้คำปรึกษาพนักงาน, ออกมาตรการป้องกันตัวเองโดยให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (work from home) หรือหากจำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศจะต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหาร เป็นต้น”
“นอกจากนั้น เรายังส่งต่อความห่วงใยนี้ไปยังลูกค้าและพาร์ตเนอร์ของเราด้วย โดยให้ใช้งานโซลูชั่นฟรีเป็นเวลา 30 วัน ระยะเวลาจะมีการพิจารณาตามสถานการณ์ ซึ่งโซลูชั่นที่เราให้ใช้ฟรีนี้จะช่วยให้พนักงานในองค์กร, ลูกค้า และพาร์ตเนอร์ที่ไม่สามารถเข้ามาทำงานยังสถานที่ตั้งของบริษัท สามารถปฏิบัติงานและเข้าถึงแอปพลิเคชั่น รวมถึงข้อมูลที่เก็บไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยสามารถกำหนดชั้นความสำคัญของแต่ละคนว่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลใด ๆ ได้บ้าง”
“ทวิพงศ์” กล่าวต่อว่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรต้องมาจากการที่ผู้นำและพนักงานร่วมกันให้ความเห็นว่าอยากทำงานอยู่ในบริษัทที่มีสภาพแวดล้อมแบบไหน แล้วจึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีลักษณะแบบนั้น นูทานิคซ์หลีกเลี่ยงวัฒนธรรมแบบ silo ที่หมายถึงพฤติกรรม หรือกรอบความคิดที่หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กรไม่แลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน จนทำให้ประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่ำลง
“แต่เราเน้นการสร้างเป้าหมายร่วมกัน ถึงแม้บทบาทหน้าที่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่จะวิ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ วัฒนธรรมองค์กรที่นี่ส่งผลให้เราบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีของนูทานิคซ์อยู่บนระบบเปิด จึงทำให้ดีเอ็นเอพนักงานทั่วโลกของนูทานิคซ์เปิดรับสิ่งใหม่ และความท้าทายใหม่ ๆ ตลอดเวลา”
“ผมเชื่อว่าเมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีและวัฒนธรรมเปิดรับสิ่งใหม่ของพนักงานสมดุลกัน จะช่วยทำให้องค์กรเติบโต ทั้งยังทำให้เกิดการวางแผนสร้างงานในการส่งผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ สู่ตลาด ที่สำคัญยังทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วเพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลง โดยสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ว่าวัฒนธรรมองค์กรของนูทานิคซ์เป็นสิ่งที่ใช่ คือ การที่บริษัทได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 100 บริษัทที่ดีที่สุดที่จะทำงานด้วยประจำปี 2563 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูน”
ขณะเดียวกัน “ทวิพงศ์” ยังกล่าวถึงความท้าทายขององค์กรช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดด้วยว่า ยอดขายอาจตกลงเพราะหลายองค์กรพยายามประหยัดงบฯค่าใช้จ่าย แต่หากผู้นำองค์กรมัวแต่คิดว่าทุกอย่างจะแย่ลงจะยิ่งทำให้ภาพรวมในทีมแย่ ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำคือการทำให้คนในทีมมองเห็นโอกาส
“ผมพยายามคิดเสมอว่า หากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดเลวร้ายที่สุดขึ้นมาจะเตรียมตัวอย่างไร ต้องมองภาพให้ออก และมีการพูดคุยกับพนักงานสม่ำเสมอว่า ธุรกิจของเรายังมีโอกาสอย่างไรบ้าง โดยตอนนี้บริษัทแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้าเดิม ที่ฝ่ายขายจะติดต่อกับลูกค้าผ่านการโทรศัพท์ หรือวิดีโอคอล เพื่อพูดคุยกับลูกค้าว่านูทานิคซ์ยังพร้อมดูแลตลอด และยังมีทีมฝ่ายเทคนิคออกไปซ่อมอุปกรณ์หากเกิดความเสียหาย ซึ่งบริษัทมีเอกสารให้พนักงานติดตัวไป หากจำเป็นต้องออกพื้นที่ปฏิบัติงานซ่อมอุปกรณ์ช่วงคอร์ฟิวจริง ๆ เพื่อยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ”
“นอกจากนั้น พนักงานจะโทร.คุยให้ความรู้กับลูกค้าว่า เทคโนโลยีของเรามีประโยชน์กับลูกค้าอย่างไรบ้างในสภาวะเช่นนี้ ส่วนอีกกลุ่มคือ ลูกค้าใหม่ และตอนนี้เราทำการตลาดกับกลุ่มนี้มากขึ้น โดยผ่านการสร้างกิจกรรมทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโอกาสการใช้เทคโนโลยีเพื่อมาช่วยธุรกิจที่กำลังอยู่ในสถานการณ์เว้นระยะห่างทางสังคม”
นับว่าการได้รับการยอมรับจากลูกค้า และการติดอันดับท็อป 100 บริษัทที่น่าทำงานด้วยจึงเป็นความสำเร็จร่วมกันของพนักงานทุกคน