Skip to content

CPF กอดเงินสด 7.9 หมื่นล้าน รอจังหวะลุยหลัง “โควิด”

17 พ.ค. 2563 | 13:43น.
CPF กอดเงินสด 7.9 หมื่นล้าน รอจังหวะลุยหลัง “โควิด”

โควิดไม่สะเทือน CPF ปั้นยอดขาย 8 แสนล้านปี”66 “ซีอีโอ” ชี้ปัจจัยบวก ASF ดันดีมานด์-ราคาหมู ตลาดส่งออกดีแถมวัตถุดิบอาหารสัตว์ถูก รัฐปลดล็อกธุรกิจหลังโควิด-19 เตรียมรุกดีลิเวอรี่ตั้งฝูงมอ”ไซค์ 500 คัน ขยายตลาด แง้มสูตรบริหารความเสี่ยง “รักษาฐานผลิต-ระบบโลจิสติกส์-กอดเงินสด 79,000 ล้านบาท” ชะลอ M&A หดงบฯลงทุนเหลือ 2 หมื่นล้าน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าจะดำเนินการตามแผน 5 ปี (2562-2566) ที่วางไว้ว่าจะผลักดันรายได้จากยอดขายเพิ่มขึ้นปีละ 8-10% จากปัจจุบัน ซึ่งทำให้ถึงปี 2566 มีรายได้ 8 แสนล้านบาท โดยภาพรวมปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 8-10% น่าเป็นปีที่ดีที่สุด

“วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นไม่กระทบประเทศฐานผลิตหลัก โดยเฉพาะไทย จีน และเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วน 76% ของการปฏิบัติการทั้งหมด ซึ่งเป็นผลจากที่ซีพีเอฟได้ปรับบาลานซ์พอร์ตทั้งด้านสินค้า (category) และกิจการในต่างประเทศ (country) โดยกระจายไปทั้งสินค้าอาหารสัตว์ ฟาร์ม และอาหาร ทั้งสุกร ไก่ กุ้ง และกระจายการลงทุนออกไปยัง 16 ประเทศ และขายใน 30 ประเทศทั่วโลก มีเพียงอินเดียประเทศเดียวที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รัฐบาลประกาศขยายการล็อกดาวน์ แต่สัดส่วนรายได้จากอินเดียเพียง 2-3% ของผลประกอบการทั้งหมด”

โดยล่าสุดรายงานยอดขายไตรมาส 1 ปี 2563 มีมูลค่า 138,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นยอดขายของกิจการในต่างประเทศสัดส่วน 68% ของยอดขายรวมเติบโต 12% จากปีก่อน และกิจการประเทศไทยที่มีสัดส่วน 32% ของยอดขายรวมเติบโต 6% ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้ 6,111 ล้านบาท ขยายตัว 43% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปัจจัยหลักที่กิจการในต่างประเทศเติบโตสูง เพราะผลจากการระบาดของโรคระบาด ASF (African Swine Fever) ที่ทำให้ปริมาณสุกรในจีน เวียดนาม และกัมพูชา ลดลง 40-50% เช่น จีนสุกรลดลงไป 200 ล้านตัว เวียดนาม 20 ล้านตัว ราคาสุกรเฉลี่ยสูงกว่าปกติ เช่น เวียดนาม กก.ละ 100 บาท จีน กก.ละ 160 บาท กัมพูชา 90-100 บาท ส่วนไทยราคายังอยู่ที่ 70 บาท ที่เวียดนามและกัมพูชาเสียหายมากกว่าไทย เพราะยังเป็นระบบเลี้ยงรายย่อยกว่า 50-60% ขณะที่ผู้เลี้ยงไทยจะเป็นผู้เลี้ยงรายกลาง-ใหญ่ 50-60% และได้มีการลงทุน biosecurity ก้าวหน้าไปมาก

“ถามว่า ASF จะดีอีกนานไหม ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนมาแก้ไขปัญหา ASF ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยไม่กล้าลงทุนเลี้ยงหมู เพราะต้องใช้เวลานาน 6 เดือนนานกว่าไก่ที่เลี้ยงแค่ 1.5 เดือนกว่าจะขายได้ การลงทุนมาก ๆ เพื่อสร้างระบบ biosecurity จึงมีความเสี่ยงสูงเกินไป ทำให้ไม่มีผู้เลี้ยงรายย่อยเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งราคาหมูน่าจะขยับขึ้นอีกเกินกว่าราคาในไทย 2 เท่า นอกจากนี้ยังมาจากเริ่มรับรู้กำไรจากบริษัท Hylife ผู้ดำเนินธุรกิจสุกรในแคนาดาที่เข้าไปซื้อเมื่อปีก่อน มูลค่ากว่า 385 ล้านบาท”

อีกด้านมาจากปัจจัยบวกราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวลดลงจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงจาก กก.ละ 10 เหลือ 8 บาท และยังมีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากประเทศที่ผลิตข้าวโพดหลักของโลก คือ สหรัฐ และบราซิลประสบปัญหาโควิด-19 เป็นอันดับ 1 และอันดับ 7 ของโลก ส่งผลให้จำนวนปศุสัตว์ไก่-หมู ซึ่งเป็นตัวกินอาหารลดลง ราคาวัตถุดิบอาหารก็ลดลง อีกทั้งเมื่อปริมาณซัพพลายลดลงราคาปศุสัตว์ในสหรัฐปรับสูงขึ้น 40% จึงเกิดผลดีต่อตลาดส่งออกของเราด้วย เพราะเดิมสินค้าปศุสัตว์จากสหรัฐที่เคยส่งออกไก่แข่งขันกับไทยในตลาดจีนลดลง หากในอนาคตจีนรับรองโรงงานส่งออกไก่ไทยเพิ่มขึ้น 10 โรงงาน จะทำให้ส่งออกดีขึ้น เท่ากับว่าต้นทุนอาหารสัตว์ไทยลดลงและแนวโน้มตลาดส่งออกเติบโตและราคาดี ซึ่งไม่ใช่เพียงจีน แต่ยังมีตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดใหม่ที่เพิ่งอนุญาตไทยส่งออกไก่สดไปได้ จากเดิมที่นำเข้าไก่มาเลเซียแต่เกิดปัญหาโควิด-19 หลังจากนี้ทางซีพีเอฟอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอขยายการส่งออกสินค้าหมูต่อไป

ขณะที่ตลาดในประเทศในช่วงไตรมาส 1 ยังเติบโตได้ 6% แต่ไตรมาส 2 จะแผ่วลงเล็กน้อยจากโควิด-19 ช่วงเดือนมีนาคม และเมษายน 2-3 สัปดาห์ แต่หลังจากมาตรการคลายล็อกต้นเดือนพฤษภาคมสถานการณ์บริโภคก็ดีขึ้นเห็นชัดในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะพัฒนาและเปิดตัวสินค้าอาหารที่เน้นสินค้าอาหารสุขภาพ functional food ทั้งยังได้เพิ่มช่องการบริการโดยตั้งฝูงรถยนต์จักรยานยนต์เพื่อดีลิเวอรี่อาหารมีเป้าหมาย 500 คัน โดยขณะนี้มีแล้ว 100 คัน แทนการจัดจ้าง outsource ที่ใช้อยู่ 10,000 คัน หลังจากเปิดบริการแอปพลิเคชั่นของซีพีเฟรชมาร์ทเห็นว่าประชาชนให้ความสนใจสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น

นายประสิทธิ์กล่าวถึงแผนการลงทุนในช่วงไตรมาส 1/2563 ลงทุนไปแล้ว 6,034 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะใช้งบฯลงทุนไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ต่ำกว่ากรอบงบประมาณที่บริษัทวางไว้ปีละ 25,000 ล้านบาท โดยไม่เน้นการซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) เช่นเดียวกับ 4-5 ปีก่อน แต่จะหันไปใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ลงทุนไป 7 แสนล้าน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือ utilization

“หลังจากเกิดโควิด-19 ได้ประชุมทุกฐานการผลิตทุกสัปดาห์สร้าง practice การทำงานใหม่ ทาง CFO (ไพศาล จิระกิจเจริญ) มองถูกทางว่าช่วงนี้เตรียมพร้อม 3 ด้าน คือ การผลิต (operations) คน โลจิสติกส์ต้องไม่สะดุดทั้งวัตถุดิบ อาหาร แพ็กเกจจิ้ง และที่สำคัญบริษัทหันมารักษากระแสเงินสดไว้ โดยไตรมาสแรกมีกระแสเงินสด 79,000 ล้านบาทสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลังจากที่มีปัญหากองทุนตราสารหนี้ช่วงกุมภาพันธ์ จึงมองว่าไม่มีอะไรแน่นอน แม้ว่าคลายล็อกธุรกิจแล้วยังต้องจับตาเรื่องการระบาดระลอกที่สองด้วย นับจากนี้ไปเรื่องความพร้อมด้านสาธารณสุขจะเป็นปัจจัยใหม่ที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนจากเดิม ที่มองเรื่องสาธารณูปโภค คนว่างงาน แรงงาน และเสถียรภาพการเมืองเป็นหลัก”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่เน้น M&A แต่นายประสิทธิ์มองว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะขยายการลงทุนเข้าไปยังสหรัฐ โดยมอบให้บริษัท Hylife ซึ่งทำธุรกิจสุกรครบวงจรในแคนาดาที่ซีพีเอฟเข้าไปลงทุนถือหุ้น 51% เร่งศึกษาโอกาสขยายการลงทุนหมูเข้าไปยังสหรัฐ โดยเน้นพื้นที่ที่ติดกับแคนาดาเพื่อวางให้สหรัฐ เป็นฐานการผลิตสินค้าอาหาร จากเดิมที่เรามีการทำตลาดรีดดี้มีลอยู่แล้ว แต่ฐานผลิตที่แคนาดาได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปยังจีนได้ คาดว่าจะสรุปได้เร็ว ๆ นี้

ในส่วนความคืบหน้าของดีลซื้อกิจการเทสโก้ ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ของไทยและทางมาเลเซียซึ่งจะพิจารณาว่าประเด็นการผูกขาดตลาด ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ตอบข้อมูลจากแบบสอบถามให้กับทาง กขค.ไปแล้ว

ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปมูลค่าดีลจากที่ได้วางไว้เบื้องต้นก่อนหน้านี้ 48,000 ล้านบาท โดยอาจนำมาจากแหล่งทั้งกระแสเงินสดและเงินกู้ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหุ้นกู้ที่กำลังจะออกมา

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CPF ซีพีเอฟ