ตราตรึงด้วยสกิลทางดนตรีขั้นเทพ กับสุดยอดคอนเสิร์ต Dream Theater Live in Bangkok
ตราตรึงด้วยสกิลทางดนตรีขั้นเทพ กับสุดยอดคอนเสิร์ต Dream Theater อิมเมจ, เวิล์ด แอนด์ บียอนด์ 25th แอนนิเวอร์ซารี่ ทัวร์ ไลฟ์ อิน แบงค็อกฯ
รอคอยกันมาอย่างยาวนาน สำหรับคอนเสิร์ตสุดยอดวง Progressive metal อย่างดรีม เธียเตอร์ ( Dream Theater) ที่กลับมาเขย่าหูชาวร็อคในไทย กับ คอนเสิร์ตฉลองครบรอบปีที่ 25 ดรีม เธียเตอร์ อิมเมจ,เวิล์ด แอนด์ บียอนด์ 25th แอนนิเวอร์ซารี่ ทัวร์ ไลฟ์ อิน แบงค็อก บาย สิงห์ มิวสิค (DREAM THEATER Images, Words and Beyond 25th Aniversary Tour Live in Bangkok) ที่จัดโดย บริษัท ไอเอ็มอี โปรดักชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ iME Thailand เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นคอนเสิร์ตครั้งที่ 4 ของพวกเขา ทิ้งช่วงจากคอนเสิร์ตคราวก่อนถึง 5 ปี

ความพิเศษของครั้งนี้คือ เป็นการฉลองครบรอบ 25 ปี ให้กับโคตรอัลบั้ม Materpiece อย่าง Images & Words เป็นอัลบั้มนี้ได้สร้างชื่อให้กับ ดรีม เธียเตอร์ เป้นอย่างมาก เพราะมีความโดดเด่นทางดนตรี ได้ดึงเสน่ห์และความสามารถของพวกเขาออกมารวมกันได้อย่างลงตัว ดนตรีที่ละเอียดและมีชั้นเชิง ผสมกับเทคนิคทางดนตรีขั้นเทพ หนักเบาอย่างมีไทม์มิ่งที่เหมาะเจาะลงตัว.. และเสียงร้องที่ทรงพลัง ฉะนั้นเชื่อได้เลยว่า บนเวทีครั้งนี้พวกเขาจะต้องจัดเต็มให้เหล่าสาวกอย่างหนักแทนการขอบคุณที่ต้องรอถึง 5 ปีเต็ม

ไลน์อัพของวงยังคงเหนียวแน่นเหมือนเดิมทั้ง James LaBrie (ร้องนำ), John Pretrucci (กีตาร์), John Myung (เบส), Jordan Rudess (คีย์บอร์ด), ส่วนมือกลองทางวงยังคงใช้บริการ Mike Mangini คนเดิม ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ A Dramatic Turn of Events (ความหวังที่จะได้เห็น Mike Portnoy กลับมาน่าจะริบหรี่) วงประเดิมโชว์ด้วยเพลงแรกคือ Dark Eternal Night ต่อมาด้วย The Bigger Picture และ Hell’s Kitchen คนดูส่วนใหญ่เลือกที่จะยืนดูกันแบบนิ่ง เพื่อเก็บรายละเอียดของทั้ง 5 คน กับโชว์ให้ได้มากที่สุด !!

ดรีม เธียเตอร์ ได้นำเพลงจากอัลบั้มล่าสุด The Astonishing คือเพลง The Gift of Music และ Our New World พร้อมให้สมาชิกในวงเข้าไปพัก และปล่อยให้ John Myung โชว์โซโล่เดี่ยวกับกีตาร์เบสของเขาในเพลง Portrait of Tracy ของสุดยอดตำนานมือเบสอย่าง Jaco Pastorius ก่อนที่จะต่อด้วยเพลงเด็ดของวงที่ทุกคนรู้จักดีอย่าง As I Am แค่อินโทรขึ้นก็เรียกเสียงจากบรรดาคนดูให้เตรียมพร้อมรับกับความมันส์ที่กำลังจะตามมา
แถม ดรีม เธียเตอร์ ยังมีเซอร์ไพรส์คนดูตามสูตรด้วยการแทรกเพลง Enter Sandman เข้ามาแบบเนียน ๆ ในช่วงท้ายเพลง เสียงเชียร์จากเหล่าคนดูให้บรรยากาศดูคึกคักเพิ่มขึ้นไปอีก มาถึงตรงนี้เหล่าขาร็อคถึงกับอุทานว่า ดังกว่าเล่นเพลงของวงอีก ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเรื่องที่เหล่าแฟนๆ ของดรีม เธียเตอร์ ชอบหยิบขึ้นมาแซวว่า เหมือน Metallica แซวนัก จัดให้เสียเลย!!

ทั้งนี้ เมื่อดูจาก “Set list” โชว์ครั้งนี้ในเมืองไทยแทบจะไม่ต่างจากโชว์ที่จัดขึ้นในประเทศอื่นๆ ก่อนจะจบโชว์ช่วงแรกด้วยเพลง Breaking All Illusions ในช่วงพาร์ทแรกของโชว์ ดรีม เธียเตอร์ ปล่อยให้คนดูพัก 20 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ช่วงที่ 2 ของโชว์ที่ถือเป็นช่วงที่แฟนๆ เฝ้ารอ นั่นคือ “ไฮไลต์” ของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ เพลงจาก Images & words ก็ถูกนำมาบรรเลง เริ่มด้วย Pull Me Under คนดูพร้อมใจกันร้องตาม ตะโกน Pull Me Under !! Pull Me Under !! pull Me Under I’m not Afraid กันอย่างสุดเสียง
ตามมาด้วยเพลงบัลลาดที่เพราะจับจิตอย่างเพลง Another Day ที่ทุกคนร้องตามกันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เพลงนี้ John Pretrucci เขียนถึงพ่อของตัวเอง เพื่อให้ยืนหยัดเข้มแข็งต่อสู้กับโรคร้ายอย่างมะเร็ง โชว์นี้เต็มไปด้วยอินเนอร์ ยิ่งได้ฟังสดอยู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก บวกกับพลังเสียงของ James ที่แรงดีไม่มีตกมาเจอเพลงนี้เข้าไปทำเอาน้ำตาจะไหล ถือเป็นซีนจดจำสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้เลย พวกเขาโชว์ต่อด้วยเนื่องกับเพลง Take the Time และ เพลง Surrounded ที่ประเคนใส่คนดูแบบไม่ยั้ง !!!

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับคอนเสิร์ตนี้คือ Jordan Rudes ที่ยกให้เป็นจอมขโมยซีน สร้างสีสันให้กับเพลงของ DT ได้เป็นอย่างดี เวลาแสดงสดคีย์บอร์ดกลายเป็นตัวเด่นที่สุด กลบเสียงเบสของ John Myung กับเสียงกลองของ Mike ไปซะสนิท ในส่วนของ John Pretrucci ซาวด์ค่อนข้างดี อาจจะมีเป๋ไปบ้างในช่วงแรก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานที่จะจับกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง งานนี้คีย์บอร์ดกับกีตาร์แทบจะเป็นพระเอกของงาน ด้านเสียงของ James คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ ร้องดีไม่มีตกทรงพลังมาก แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นอาจจะมีโหนเสียงได้ไม่สูงมากนักในบางช่วง และมีบางช่วงที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง เนื่องจากโดนเสียงดนตรีกลบ ถือว่าเป็นข้อเสียเล็ก ๆ น้อย ๆ ของงานนี้ แต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรมากมาย

มาถึงช่วง พีก ที่สุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ เพลง Metropolis Pt. 1: The Miracle and the Sleeper แต่ละคนงัดความสามารถของออกมาโชว์กันแบบไม่มีใครยอมใครตลอด 9 นาทีเต็ม แอบมีพักช่วงกลางเพลงเพื่อให้ Mike Mangini ได้มีโอกาสโซโล่กลองด้วยลีลาขั้นเทพ จากนั้นกลับมาเล่นต่อจนจบ
ตามด้วยเพลง Under a Glass Moon ต่อด้วยเพลง Wait to Sleep ที่ปล่อยให้ Jordan บรรเลงกับ James อยู่บนเวทีกันสองคน ก่อนจะปิดท้ายด้วย Learning to Live ความยาวกว่า 10 นาทีปิดท้ายอัลบั้ม Images & Words แสงไฟบนเวทีค่อย ๆ ดับลง สมาชิกทั้งห้าทยอยเดินลงจากเวที ให้คนดูตะโกนเรียก ดรีม เธียเตอร์ เมื่อมีเสียงเรียกของเหล่าคนดู พวกเขาก็กลับมาอีกครั้งเพื่อโชว์ต่อในเพลง มหากาพย์อย่าง A Change of Seasons ด้วยความยาวร่วม 20 กว่านาที ซึ่งเพลงนี้จะแบ่งออกเป็นหลายพาร์ทตามฤดูกาล ในช่วงท้ายนี้ ดรีม เธียเตอร์ปล่อยของให้เต็มอัตรา แต่ละคนโชว์กันแบบไม่มียั้ง ก่อนจะจบลงด้วยการลงเวทีแบบเรียบง่ายตามสไตล์ของพวกเขา ปิดฉากคอนเสิร์ตครั้งที่ 4 ในเมืองไทย!!!!
