หัวใจแห่งการให้ “19 ปี สร้างคนกรุงไทยการไฟฟ้าสู่สังคม”
ต้องยอมรับว่าในบทบาทของกิจกรรมเพื่อสังคมของ บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนในการจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ “ชาร์ป (SHARP)” โดยมีบริษัท เฟดเดอรัล อีเลคตริค จำกัด เป็นบริษัทในเครือสำหรับการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย โดยอยู่ภายใต้การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน การสนับสนุนทางด้านวิศวกรรมการผลิต และเทคโนโลยีต่าง ๆ จากบริษัท ชาร์ป คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จะมีมุมมองต่อการ “ให้” เป็นเรื่องสำคัญ
โดยเฉพาะกับการ “ให้” โอกาสทางการศึกษา
ทั้งนั้นเพราะ “ศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย” ประธานโครงการทุนการศึกษา และ “สงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย” ประธานคณะดำเนินงาน โครงการทุนการศึกษา บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ต่างมีความเชื่อว่า…การให้การศึกษาคือการมอบโอกาสทั้งชีวิต
ผลเช่นนี้ จึงทำให้ในปี 2544 บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด จึงจัดตั้งโครงการทุนการศึกษา ด้วยการมอบทุนให้แก่เด็กยากไร้ทั่วประเทศตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-อาชีวศึกษา และปริญญาตรี ซึ่งไม่เพียงเป็นการสนับสนุนเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างชีวิต และอนาคต ทั้งยังส่งเสริมจุดแข็งทางการศึกษาของนักเรียนทุนแต่ละคน ในการสร้างภูมิคุ้มกันการใช้ชีวิตผ่านธรรมะ เพื่อให้นักเรียนผู้รับทุนการศึกษาเติบโตอย่างมีคุณภาพ ถึงพร้อมจะเป็นผู้ให้แก่ครอบครัว และสังคมต่อไปอย่างยั่งยืน
เพราะโครงการทุนการศึกษา บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด มีที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ 2 บุคคลสำคัญด้วยกัน คือ “พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล” ที่ปรึกษาทางธรรม และ “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย” องคมนตรี
นอกจากนั้น ยังมีคณะกรรมการบริหารทางด้านการศึกษาอีกหลายท่านด้วยกัน

เบื้องต้น “ศุภชัย” บอกว่า กระบวนการดำเนินงานที่สำคัญของโครงการทุนการศึกษา คือ นอกจากจะให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากไร้ทั่วประเทศ เรายังสร้างกระบวนการเรียนรู้ และหล่อหลอมเยาวชนผ่านการจัดกิจกรรมอบรมจริยธรรมเพื่อปลูกฝังให้นักเรียนทุนมีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญู และมีจิตใจดีงาม
“ที่สำคัญ พวกเขาจะต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยเฉพาะแผ่นดินเกิดของตัวเอง ดังนั้น กิจกรรมจิตอาสา ไม่เพียงจะบ่มเพาะนักเรียนทุนให้มีความกระตือรือร้น และมีความสุขในการเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่โครงการทุนการศึกษากำหนดขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะหลักสูตรที่เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง และจิตใจ รวมถึงหลักสูตรค้นหาตัวเอง เพื่อนำสิ่งดี ๆ ไปแบ่งปันส่วนรวม นอกจากนั้น เรายังส่งเสริมให้พวกเขารู้สึกหวงแหนในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสิ่งแวดล้อมดี ๆ ให้กับมนุษยชาติอีกทางหนึ่งด้วย”
สำหรับระยะเวลาในการดำเนินโครงการทุนการศึกษา บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
หนึ่ง ปี 2544-2553 ดำเนินการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้ความรู้รอบตัว และเสริมทักษะชีวิต
สอง ปี 2554-2557 ดำเนินการเพื่อเข้าสู่สังคมดิจิทัล ด้วยการวิเคราะห์เชิงลึกของระบบการศึกษา รวมทั้งวิเคราะห์การเบี่ยงเบนความคิดของนักเรียนทุน เพื่อปรับนโยบาย และกลยุทธ์ใหม่ในการสร้างนักเรียนทุนให้คิดเป็น
สาม ปี 2558-2562 ดำเนินการเข้าสู่บทบาทของ knowledge transfer เพื่อสร้างครูให้มีคุณสมบัติที่แข็งแรงทางความคิด และสามารถปรับตัวกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
สี่ ปี 2563-2564 ดำเนินการเติมเต็มศักยภาพให้นักเรียนทุนอย่างรอบด้านด้วยความรู้ที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา ทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ แก้ปัญหา ความรู้ที่ทันต่อสถานการณ์ และอาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งปัจจุบัน และอนาคต ด้วยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล ในการจัดทำงานวิจัยโครงการทุนการศึกษาเพื่อถอดบทเรียน และวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเยาวชนที่เป็นผลผลิตของโครงการทุนการศึกษา
ถึงตรงนี้ “สงวนศรี” อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโครงการทุนการศึกษาดำเนินมาถึงระยะ 4 และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ของการดำเนินโครงการผ่านมา ถึงตอนนี้เรามีนักเรียนทุนสำเร็จการศึกษาแล้วทั้งหมด 1,340 คน แบ่งเป็น ระดับปริญญาตรี 940 คน และระดับอาชีวศึกษา 400 คน และเราใช้งบประมาณสำหรับโครงการนี้ประมาณ 318.4 ล้านบาท

“นอกจากนั้น ในปีการศึกษา 2562 เรายังมีสามเณรทุน และนักเรียนทุนในระดับประถมศึกษา, อาชีวศึกษา, มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา รวมทั้งสิ้นอีก 762 คน ดังนั้นตลอดปี 2563 เรายังคงให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้ในการเติมเต็มศักยภาพอย่างรอบด้าน ทั้งวิชาการ และวิชาชีวิต โดยเราจะมุ่งเน้นงานด้านการศึกษาที่ต้องทำอย่างจริงจัง และต้องอาศัยระยะเวลาอย่างต่อเนื่องหลายปีจึงจะเกิดประโยชน์ และส่งผลลัพธ์ต่อสังคมอย่างแท้จริง”
“ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เราจึงต้องให้มหาวิทยาลัยมหิดลมาช่วยจัดทำงานวิจัยโครงการทุนเพื่อการศึกษา เพราะอย่างที่ทราบตอนนี้โลกของการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องการทราบข้อมูลว่า สิ่งที่เราทำผ่านมาเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไรบ้าง แม้จะมีการเก็บข้อมูลนักเรียนทุนอยู่ทุกปี แต่อย่างที่ทราบ เราต้องการทราบข้อมูลจริง ๆว่า นักเรียนทุนทุกระดับชั้นสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์อย่างไรในการประกอบอาชีพ และมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืนหรือเปล่า”
“สำคัญกว่านั้น เราต้องการเปลี่ยนเขาจากที่เคยเป็นผู้รับมาเป็นผู้ให้ เพื่อพวกเขาจะได้สร้างประโยชน์แก่สังคมในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าการสร้างคนคุณภาพ จะมีคุณค่าต่อตัวเอง สังคม และประเทศชาติ มากไปกว่านั้น เราต้องการปลูกฝังจากคนที่ถูกสร้าง เพื่อให้เขากลับมาสร้างคนอีกที เพราะเราเห็นแล้วว่าการศึกษาไม่ได้จบตรงที่เขาได้รับใบปริญญา แต่การศึกษาจะยังอยู่กับเราต่อไป ดิฉันจึงเชื่อเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต และอยากให้นักเรียนทุนของเรามีความคิดเช่นนี้ เพื่อเขาจะได้นำวิชาความรู้ไปบ่มเพาะในครอบครัวของตัวเองต่อไป”
“สงวนศรี” อธิบายต่อว่า สิ่งที่เราโฟกัสในช่วงผ่านมาทั้งหมด คือ การให้นักเรียนทุนของเรามีกระบวนการทางความคิด ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือ เรียนหนังสือ แต่ต้องคิดเป็น แล้วก็ย่อยเป็น และเชื่อมโยงเป็น สิ่งเหล่านี้เหมือนกับเป็นภารกิจของเราไปแล้ว แต่เป็นภารกิจกับนักเรียนทุนที่เหลืออยู่
“เพราะในปีที่ 19 หรือในปี 2563-2564 เราจะเติมเต็มศักยภาพนักเรียนทุนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการศึกษา, ทักษะชีวิต ที่จะต้องมีเรื่องของความคิดสร้างสรรค์, วิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน นอกจากนั้น พวกเขาจะต้องมีความรู้ที่เท่าทันต่อสถานการณ์ และเรียนรู้อาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และอนาคต ที่สำคัญ ความรู้เหล่านั้นจะต้องเน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย”
“ดิฉันยอมรับว่านักเรียนทุนของเราตั้งแต่ปี 2544-2563 หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิต มีการงานมั่นคง มีอาชีพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ, แพทย์, พยาบาล รวมถึงข้าราชการต่าง ๆ แต่กระนั้น ตรงนี้ก็ไม่ใช่คำตอบว่าเราประสบความสำเร็จของการให้ทุนการศึกษา เพราะสิ่งที่ดิฉันมุ่งมั่นตลอดมา และอยากให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน คือ การสร้างให้พวกเขาเหล่านี้มีหัวใจแห่งการให้ ดิฉันเชื่อว่าถ้าพวกเขามีหัวใจแห่งการให้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร ตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน เขาจะอยากให้ เพื่อส่งต่อโอกาสดี ๆ ให้กับคนอื่น ซึ่งเหมือนกับครั้งหนึ่งที่เขาเคยได้รับมา”
“ดังนั้น นักเรียนทุนของเรานอกจากจะมีผลการเรียนดีในระดับ 2.7 ขึ้นไป หากเขายังจะต้องผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเวลา 1 อาทิตย์ หรือ 10 วัน เพื่อทำการค้นหาตัวเอง ด้วยหลักสูตรการพัฒนาตัวตนต่าง ๆ รวมถึงการทำกิจกรรมทางด้านจิตอาสา และการเพาะบ่มด้วยหลักธรรมะจากวิทยากรชั้นนำ เพราะดิฉันเชื่อว่าคนเราเก่งเรียนอย่างเดียวไม่พอ แต่จะต้องมีคุณธรรมควบคู่ไปกับความรู้ด้วย พูดง่าย ๆ คือ เราต้องการสอนให้พวกเขามองเห็นตัวเอง แต่ก็ไม่ลืมมองกลับไปที่ส่วนรวมด้วย”
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ “ศุภชัย” และ “สงวนศรี” คาดหวังต่อการเป็นนักเรียนทุนของบริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ในวันนี้
ในวันที่โครงการกำลังจะปิดตัวในเร็ววันนี้