BDI เร่งเชื่อมข้อมูล 118 ชุด รับมือภัยพิบัติ ดัน Data Backbone ต่อยอด AI ใช้งานจริง
BDI ก้าวสู่ปีที่ 4 เดินหน้า Data Backbone เตรียมประสาน 52 หน่วยงานเชื่อมข้อมูลด้านภัยพิบัติ 118 ชุด หลังมีระเบียบแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พร้อมโชว์ผลงาน Travel Link, Health Link และ Envi Link ที่เริ่มนำข้อมูลไปใช้ในภาคท่องเที่ยว สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อยอด AI สร้างผลลัพธ์ให้ประเทศ
สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดงาน BDI Day 2026: BIG DATA for Resilient Thailand ภายใต้หัวข้อ “Data และ AI เพื่ออนาคตไทยที่มั่นคง” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ ห้องลุมพินี แกรนด์ ฮอลล์ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เพื่อเปิดเผยความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของประเทศ พร้อมนำเสนอผลงานจากทีมผู้รับผิดชอบโครงการต่าง ๆ ในช่วง “Showcase BDI Forward: Progress in Action เปิดความก้าวหน้า สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”
นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวเปิดงานว่า แนวคิด Big Data for Resilient Thailand มุ่งให้ประเทศไทยใช้ข้อมูลเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ เพื่อประเมินความเสี่ยง เตรียมทางเลือก และฟื้นตัวจากผลกระทบได้อย่างมีทิศทาง แต่โจทย์สำคัญคือข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจยังอยู่กระจัดกระจายในความดูแลของหลายหน่วยงาน
ความท้าทายอยู่ที่ว่าทำอย่างไรที่จะให้ข้อมูลไซโลเหล่านั้นเนี่ยมีความเชื่อมโยง และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ภายใต้กติกาที่ชัดเจน”

นายกุลิศกล่าว พร้อมเปรียบ BDI เป็น “ครัวกลาง” ที่เตรียมวัตถุดิบด้านข้อมูลให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปใช้ตามภารกิจของตน โดยระบุว่าบทบาทดังกล่าวจะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อ BDI เดินหน้าทำหน้าที่เป็น National Data Backbone ของประเทศ
นายกุลิศ กล่าวด้วยว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 จะเป็นกรอบให้หน่วยงานรัฐเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2568–2570 ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์จากข้อมูล การประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนากำลังคน ส่วนการเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคเอกชนเป็นทิศทางที่จะต้องพัฒนากรอบรองรับต่อไป
ด้าน ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ อธิบายว่า ภารกิจหลักของ BDI คือบูรณาการข้อมูลจากภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดการวิเคราะห์และนำไปใช้ประโยชน์ โดยงานของ BDI เน้นข้อมูลสำหรับการวางแผนและวิเคราะห์เชิงนโยบาย
ซึ่งแตกต่างจากแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้บริการประชาชนของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ สพร. การทำงานจึงไม่ได้มีเพียงระบบเทคนิค แต่ต้องมีกรอบอำนาจ กติกาที่หน่วยงานเจ้าของข้อมูลเชื่อมั่น และบุคลากรที่ช่วยเชื่อมต่อและวิเคราะห์ข้อมูลได้จริง
หนึ่งในงานเร่งดำเนินการคือข้อมูลด้านการจัดการภัยพิบัติ 118 ชุด ซึ่งอยู่ในความดูแลของ 52 หน่วยงาน ครอบคลุมข้อมูลน้ำ อุตุนิยมวิทยา ผังเมือง โครงข่ายสื่อสาร กลุ่มเปราะบาง และสาธารณสุข
ศ.ดร.ธีรณี ระบุว่า BDI ได้เวียนให้หน่วยงานตรวจสอบรายการข้อมูลแล้ว และกำลังขอรายชื่อผู้ประสานงานเพื่อหารือการเชื่อมต่อจริง ทั้งนี้ ตัวเลข 118 ชุดเป็น ขอบเขตข้อมูลที่เตรียมดำเนินการ ไม่ใช่จำนวนชุดข้อมูลที่เชื่อมสำเร็จทั้งหมดในขณะนี้
“เราไม่ได้กำลังรวบรวมข้อมูลของทุกหน่วยมาเก็บในถังเดียวกัน”
ศ.ดร.ธีรณีกล่าว โดยอธิบายว่าแนวทางของ BDI เป็นการเชื่อมข้อมูลแบบกระจายศูนย์ เลือกชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูงต่อการใช้งาน และนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาประมวลเป็นชุดข้อมูลหรือบริการที่ตอบโจทย์ร่วมกันได้ มากกว่าการทำสำเนาฐานข้อมูลดิบทั้งหมดมาเก็บไว้ส่วนกลาง
เพื่อสนับสนุนการทำงานดังกล่าว BDI พัฒนาระบบ Data to Share สำหรับจัดการคำขอและการอนุมัติแบ่งปันข้อมูลตามเงื่อนไขของหน่วยงานต้นทาง พร้อมเอกสารข้อตกลงและเงื่อนไขการประมวลผลข้อมูล ส่วนแพลตฟอร์มข้อมูล D2 แบ่งพื้นที่ทำงานเป็นส่วนข้อมูลรายสาขาหรือรายพื้นที่ ส่วนเชื่อมโยงข้อมูลข้ามสาขา และส่วนบริการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น แดชบอร์ด โดยหน่วยงานเจ้าของข้อมูลยังเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการใช้และการเปิดเผยข้อมูล
ผู้อำนวยการ BDI ระบุว่า เป้าหมายระยะยาวไม่ใช่การรับทำโครงการที่ใช้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการพัฒนา data product ที่หลายหน่วยงานนำกลับไปใช้ได้ ทั้งนี้ BDI มีทีมงานด้านข้อมูลมากกว่า 100 คน และทีมเทคโนโลยีอีกกว่า 40 คน รองรับงานบูรณาการและวิเคราะห์ข้อมูลให้หน่วยงานรัฐ ก่อนขยายรูปแบบความร่วมมือกับภาคเอกชนตามความพร้อมและเงื่อนไขของเจ้าของข้อมูล
ผลงาน Showcase BDI
ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ อธิบายก่อนเข้าสู่ช่วงนำเสนอผลงานว่า BDI มุ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้ข้อมูลที่เดิมแยกกันอยู่สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ตอบโจทย์ร่วมกันได้ การดำเนินงานไม่ได้หมายถึงการนำฐานข้อมูลทั้งหมดมาเก็บรวมไว้ที่เดียว แต่เน้นเชื่อมชุดข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งาน พร้อมจัดการเรื่องมาตรฐาน คุณภาพข้อมูล และเงื่อนไขการเข้าถึง
จากนั้นจึงส่งต่อให้ทีมในแต่ละสาขาพัฒนาเป็นบริการหรือเครื่องมือวิเคราะห์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ผลงานที่ผู้รับผิดชอบโครงการนำมาแสดงในช่วง Showcase จึงเป็นตัวอย่างว่าการเชื่อมข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่อะไรบ้าง
ด้านการท่องเที่ยว ผู้รับผิดชอบโครงการ Travel Link ระบุว่าโครงการเริ่มดำเนินงานที่จังหวัดภูเก็ตในปี 2566 ก่อนขยายการให้บริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด แพลตฟอร์มไม่ได้มุ่งแสดงข้อมูลท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่พัฒนาบริการข้อมูลเพื่อตอบคำถามและช่วยประกอบการตัดสินใจ โดยมีบริการลักษณะดังกล่าวมากกว่า 30 รายการ และมีผู้ใช้งานใหม่บนเว็บไซต์มากกว่า 2,000 คน
ข้อมูลที่นำมาใช้เพิ่มขึ้นรวมถึง Mobility Data ซึ่งช่วยวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของผู้เดินทาง ทั้งเส้นทาง การกระจายตัว ช่วงเวลา และสถานที่ ทำให้การมองภาพการท่องเที่ยวไม่จำกัดอยู่เพียงยอดผู้มาเยือน แต่ลงรายละเอียดได้มากขึ้นว่าผู้คนเดินทางและใช้พื้นที่อย่างไร
โครงการยังนำ AI มาทดลองใช้กับบริการท่องเที่ยว โดยนำเสนอแชตบอตสำหรับตอบคำถามนักท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ สเปน และจีน ตลอดจนจัดกิจกรรม Tourism AI Hackathon ที่ภูเก็ต เพื่อนำโจทย์ในพื้นที่มาให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไข ครอบคลุมปัญหาขยะ น้ำ การจราจร การขนส่ง และการท่องเที่ยวชุมชน
สำหรับระยะต่อไป ทีมงานวางแผนพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์จำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศผ่านสนามบิน และต่อยอดข้อมูลสู่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สุขภาพ และความยั่งยืน ประเด็นเหล่านี้เป็น แผนพัฒนา ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดำเนินการเสร็จแล้ว
ด้านสุขภาพ ผู้รับผิดชอบ Health Link รายงานว่าแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยบริการสุขภาพมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมบริการระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ โดยมียอดการใช้งานแพลตฟอร์มมากกว่า 1.2 ล้านครั้ง และมีบุคลากรทางการแพทย์ใช้งานมากกว่า 50,000 คน
จุดสำคัญของโครงการคือช่วยให้ข้อมูลสุขภาพที่อยู่ต่างหน่วยบริการสามารถนำมาใช้ประกอบการดูแลรักษาได้ต่อเนื่องมากขึ้น ขณะเดียวกัน ทีมงานเริ่มขยายจากการเชื่อมและแลกเปลี่ยนข้อมูลไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกรมบัญชีกลาง
การใช้ AI เป็นอีกทิศทางที่ทีม Health Link นำเสนอ ทั้งการช่วยสรุปประวัติการรักษาให้อ่านและใช้ประโยชน์ได้สะดวกขึ้น และการประยุกต์ใช้ในขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลก่อนการจ่ายเงิน โดยผู้บรรยายกล่าวถึงแผนต่อยอดงานด้าน Health Analytics และการจัดงานแลกเปลี่ยนด้านการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในเดือนมีนาคม 2570 ภายใต้แนวคิด “Connect Health Care 2027” ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายของโครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งข้อมูลระหว่างระบบ แต่รวมถึงการทำให้ข้อมูลที่เชื่อมแล้วช่วยสนับสนุนงานบริการและการบริหารจัดการสุขภาพได้มากขึ้น
ด้านสิ่งแวดล้อม Envi Link ซึ่งเริ่มจากการบูรณาการข้อมูลฝุ่น PM 2.5 ในปี 2567 นำเสนอความคืบหน้าของบัญชีรายการข้อมูลที่รวบรวมได้มากกว่า 230 ชุด จากกว่า 70 หน่วยงาน การมีข้อมูลจากหลายแหล่งอยู่ในระบบที่สืบค้นและนำไปใช้ร่วมกันได้ ช่วยให้การศึกษาปัญหาฝุ่นลงรายละเอียดตามสภาพของแต่ละพื้นที่ แทนการใช้คำอธิบายแบบเดียวกับทุกจังหวัด
ทีมงานยังกล่าวถึงการจัดทำบัญชีการปล่อยมลพิษ และการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยอุตุนิยมวิทยากับการกระจายตัวของฝุ่น รวมทั้งงานพัฒนาแผนที่ดัชนีความเปราะบางร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยพิจารณาว่าพื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากโครงการรายสาขา BDI นำเสนอ PD Link ซึ่งมุ่งเชื่อมข้อมูลในระดับจังหวัดเข้ากับโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ผู้รับผิดชอบโครงการอธิบายว่า จากการสำรวจความต้องการในพื้นที่ จังหวัดจำเป็นต้องใช้ข้อมูลสองส่วนควบคู่กัน ได้แก่ ข้อมูลที่หน่วยงานส่วนกลางหรือกรมกระทรวงถืออยู่ และข้อมูลท้องถิ่นที่หน่วยงานในจังหวัดจัดเก็บเอง PD Link จึงพยายามสร้างแพลตฟอร์มกลางให้ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในรูปแบบที่มีมาตรฐาน สืบค้นร่วมกันได้ และนำไปใช้วิเคราะห์โจทย์จังหวัดได้จริง
ทีมงานแบ่งเครื่องมือที่จะพัฒนาเป็นส่วนที่ใช้ร่วมกันได้หลายจังหวัด เช่น การติดตามตัวชี้วัดและข้อมูลภัยพิบัติ กับส่วนที่ออกแบบตามโจทย์เฉพาะพื้นที่ เช่น การเชื่อมข้อมูลจากเซ็นเซอร์หรือกล้องในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยกล่าวถึงภูเก็ตและสุราษฎร์ธานีในแผนดำเนินงานระยะถัดไป และมีเป้าหมายขยายให้ครอบคลุม 76 จังหวัดในที่สุด
สำหรับในส่วนของ Manpower ผู้แทน BDI นำเสนอ Taggo แพลตฟอร์มฝึกทักษะวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ที่เปิดให้ผู้เรียนใช้ชุดข้อมูลเปิดและเครื่องมือเขียนโค้ดแบบ Notebook เพื่อฝึกทำงานกับข้อมูลจริง พร้อมแนวทางพัฒนาระบบช่วยเหลือด้วย AI ในระยะต่อไป อีกกิจกรรมคือ BDI Hackathon ซึ่งแบ่งรูปแบบการเข้าร่วมเป็น Young Innovator สำหรับนักเรียนและเยาวชน Open สำหรับผู้เข้าร่วมทั่วไป และ Pro สำหรับกลุ่มสตาร์ตอัปที่ต้องการพัฒนาต้นแบบไปสู่การใช้งาน
ขณะเดียวกัน โครงการหลักสูตรระยะสั้นแบบ Micro-Credential มุ่งเพิ่มโอกาสเรียนรู้ด้านข้อมูลและ AI ให้เยาวชน โดยมีการดำเนินงานใน 16 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียน 3,770 คน และวางเป้าหมายเชื่อมผลการเรียนรู้เข้าสู่ระบบสะสมหน่วยกิตในปี 2570
ช่วงท้ายของ Showcase ยังสะท้อนการนำข้อมูลและ AI กลับมาใช้ปรับวิธีทำงานของ BDI เอง ฝ่ายเทคโนโลยีอธิบายแนวคิด AI Operating Model สำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยแยกขั้นตอนตั้งแต่รับความต้องการ ออกแบบระบบ วางแผนทางเทคนิค ไปจนถึงการพัฒนา ให้บุคลากรอาวุโสใช้เวลากับงานออกแบบและตรวจทาน ส่วนผู้พัฒนารุ่นใหม่ใช้ AI ช่วยทำงานตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อลดภาวะที่งานทุกขั้นตอนต้องรอผู้มีประสบการณ์เพียงไม่กี่คน
ในด้านบริหารบุคลากร ผู้บรรยายระบุว่า BDI มีพนักงานประมาณ 280 คน ขณะที่ทีมทรัพยากรบุคคลมี 6 คน จึงนำข้อมูลมาช่วยดูโครงสร้างกำลังคนและการกระจายภาระงาน รวมถึงใช้ AI ช่วยคัดกรองและจัดลำดับใบสมัครเบื้องต้น โดยยังให้คนเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนคัดเลือก ระบบที่อิงเกณฑ์ยังถูกนำมาช่วยตรวจสอบคุณสมบัติสำหรับการพิจารณาความก้าวหน้าในงาน จากกระบวนการที่เดิมต้องใช้คนตรวจข้อมูลนานราวสองสัปดาห์ ให้เรียกดูผลผ่านระบบได้รวดเร็วขึ้น
ส่วนการใช้ข้อมูลเพื่อสังเกตสัญญาณความเสี่ยงที่พนักงานอาจลาออกนั้น ผู้บรรยายนำเสนอในฐานะ แนวทางที่เตรียมพัฒนา ไม่ใช่ระบบที่ใช้งานสมบูรณ์แล้ว
ภาพรวมของ “BDI Forward: Progress in Action” แสดงให้เห็นงานสองด้านที่ต้องเดินไปด้วยกัน ด้านหนึ่งคือการสร้างทางเชื่อมและมาตรฐานให้ข้อมูลจากต่างหน่วยงานใช้ร่วมกันได้ อีกด้านคือการเปลี่ยนข้อมูลนั้นให้เป็นบริการ แบบจำลอง เครื่องมือวิเคราะห์ และทักษะของคนทำงาน
อย่างไรก็ดี ผลงานที่นำเสนอมีทั้งระบบที่เปิดใช้แล้ว โครงการนำร่อง และแผนในอนาคต การติดตามผลต่อจากนี้จึงควรดูไม่เพียงจำนวนชุดข้อมูลหรือหน่วยงานที่เชื่อมต่อ แต่ดูด้วยว่าบริการแต่ละด้านช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจหรือทำงานได้ดีขึ้นเพียงใด