3 สัญญาณระวังการปรับฐานของ SET
คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน โดย เอกภาวิน สุนทราภิชาติ บล.ไทยพาณิชย์
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตลาดหุ้นบ้านเราหลังปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากนับจากจุดต่ำบริเวณ 969 จุด และขึ้นไปทำจุดสูงบริเวณ 1,454 จุด นับเป็นการปรับขึ้นมาเกือบ 50% แล้ว และปัจจุบันเริ่มเผชิญแรงขายทำให้หลายท่านเริ่มตั้งคำถามว่า SET จะเกิดการปรับฐานขึ้นหรือไม่
ซึ่งคำตอบของผมคือ ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณการปรับฐานที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าจะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้านี้เพียงแต่รอสัญญาณที่ชัดขึ้นเท่านั้น
สำหรับคอลัมน์ฉบับนี้ ผมขอแนะนำให้ติดตาม 3 สัญญาณดังต่อไปนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจะแสดงว่า SET เกิดการปรับฐานแล้ว
โดย 3 สัญญาณดังกล่าว ได้แก่
1) สัญญาณจากด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยให้ติดตามบริเวณ 1,374 จุด ซึ่งเป็น gap ล่าสุดที่เปิดไว้ ดังนั้น หาก SET กลับมาปิดต่ำกว่าจะแสดงว่า gap นี้ เป็น exhaustion gap ซึ่งแสดงถึงจุดเปลี่ยนแนวโน้ม และ SET มีแนวโน้มลงไปปิด gap ต่าง ๆ ที่เคยเปิดไว้ อันได้แก่ บริเวณ 1,350, 1,340, 1,320, 1,285 และ 1,266 จุด ตามลำดับ
2) ด้านมูลค่าพื้นฐานที่บ่งชี้ว่า SET มีมูลค่าที่แพง โดยจุดสังเกตแรกให้ดูที่ค่า P/E โดยหากเปรียบเทียบจากประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีหน้า SET เทรดอยู่ที่ P/E สูงเกินกว่า 18 เท่า เทียบค่าเฉลี่ยในระดับ 15-16 เท่า และหากเทียบกำไรย้อนหลัง 12 เดือน SET เทรดอยู่ที่ P/E ใกล้ระดับ 20 เท่า เทียบเท่ากับระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 หรือแม้กระทั่งก่อนเกิดสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ซึ่งผมมองว่าเศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวเร็วขนาดนั้น และสงครามการค้าก็ยังคงอยู่ เพียงแต่หยุดไว้บางส่วน ตามข้อตกลงการค้าเฟส 1 ที่ได้ทำไว้ในช่วงต้นปี ดังนั้น หาก SET เทรด P/E สูงกว่า 20 เท่า จะดูไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
อีกจุดที่น่าสังเกต ผมให้ดูที่ผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่างตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยปัจจุบันลดลงต่อเนื่อง เนื่องจาก SET เทรด P/E ที่สูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนลดลง ในขณะที่ภาวะ risk-on ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตร ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนลดลง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ตลาดหุ้นดูให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดน้อยลงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตร
โดยล่าสุดหากเทียบ SET กับพันธบัตรอายุ 10 ปี ส่วนต่างลดลงมาอยู่ที่ 3.90-4.00% โดยลดลงมาอย่างต่อเนื่องจากที่เคยทำจุดสูงสุดไว้ที่ 6.20% และเมื่อเทียบในปีེ และ 61 ค่าเฉลี่ยของส่วนต่างผลตอบแทนของ SET และพันธบัตรอายุ 10 ปี จะอยู่ที่ 3.55% และ 3.25% ตามลำดับ ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนนี้ลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ผมมองว่าจะกระตุ้นแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้น เพื่อโยกเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดพันธบัตรที่เริ่มให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูด ในขณะที่ความเสี่ยงต่ำกว่ามาก
และ 3) ให้ติดตามมาตรการ short sell ของตลาดที่ออกมาเฉพาะกิจในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรง ทำให้การทำธุรกรรม short sell ทำได้ลำบาก โดยมาตรการนี้จะหมดอายุในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ หากไม่มีการต่ออายุ และกลับมาใช้หลักเกณฑ์เดิม ผมมองว่าจะกระตุ้นให้นักลงทุนในตลาดหันมาทำธุรกรรม short sell มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปัจจุบันเราอยู่ในตลาดที่มีมูลค่าตึงตัว ทำให้เสี่ยงต่อการปรับฐานของ SET ที่จะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า
ดังนั้น ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ผมแนะนำให้ทยอยลดพอร์ตตามแนวต้านแถวบริเวณ 1,450-1,500 จุด หรือเมื่อต่ำกว่า 1,374 จุด ส่วนการเข้าตลาดช่วงนี้ใช้กลยุทธ์การเทรดระยะสั้น หรือ selective buy และขายตามแนวต้านที่กำหนด
โดยกลุ่มหุ้นที่แนะนำ ผมใช้กลุ่มหุ้นที่แนะนำของ SCBS แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้นำตลาด และมีศักยภาพการแข่งขันสูง ได้แก่ AOT, BDMS, ADVANC, CPALL, BTS
กลุ่มที่ 2 กลุ่มหุ้น value ที่ยังมี valuation ไม่สูงเกินไปนัก ได้แก่ AMATA, SCC, WHAUP, DIF โดยหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้ เหมาะกับการ selective buy เพื่อซื้อถือลงทุนระยะกลาง-ยาว
ส่วนกลุ่มที่ 3 เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่ม cyclical rotation ได้แก่ PTTEP, TOP, PTTGC, TISCO, SCCC โดยการเข้าซื้อในกลุ่มนี้ควรกำหนดจุด stop loss ไว้ด้วย ซึ่งผมแนะนำหาก SET เริ่มต่ำกว่า 1,374 จุด ให้ขายหุ้นในกลุ่มนี้เพื่อจำกัดการขาดทุนก่อน
…แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ ด้วยรักและหวังดี