หุ้นไทยไปไหนไม่ได้ไกลแกว่งในกรอบ 1,310-1330 จุด ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นไทยแกว่งในกรอบไปไหนได้ไม่ไกลระหว่าง 1,310-1,330 จุด รับแรงกดดันความสัมพันธ์สหรัฐจีนแย่ ลุ้นความชัดเจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ครม.ชุดใหม่วันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.) และลุ้น ธปท.รอดูผลการทำ Stress Test เดือน ต.ค. ก่อนพิจารณาอนุมัติให้ธนาคารจ่ายปันผลได้ในปี 2564-2565
วันนี้ (18 ส.ค. 2563) บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้าวันอังคารว่า ตลาดหุ้นไทยแกว่งในกรอบไปไหนได้ไม่ไกลระหว่าง 1,310-1,330 จุด หลังวานนี้พยายามยืนปิดเหนือแนวรับสำคัญที่ 1,320 จุด จากแรงกดดันประเด็นความสัมพันธ์สหรัฐจีนที่มีพัฒนาการที่ย่ำแย่ ขณะที่ภายในมีลุ้นรอความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ครม.ชุดใหม่ ที่คาดว่าจะมีความคืบหน้าในวันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.) โดยศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.)
ด้านสหรัฐยังคงเดินหน้าสงคราม Tech War กับจีนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสหรัฐยกระดับมาตรการกีดกันบริษัท Huawei ของจีน อ้างว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงและฉกฉวยผลประโยชน์จากสหรัฐ โดยมาตรการที่ถูกนำมาใช้คือการปิดช่องทางในการเข้าถึงชิปและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง พร้อมขึ้นบัญชีดำบริษัทในเครือของ Huawei อีก 38 แห่ง เพื่อจำกัดการทำธุรกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศยิ่งเปราะบางมากขึ้น และแม้ว่าสหรัฐจะทำสำเร็จ แต่ผลสียในเชิงเศรษฐกิจจะตกกับทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแน่นอน
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมกับ นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมดันมาตรการอุ้มธุรกิจ SMEs และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (SoftLoan) เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงได้มากขึ้น โดยรอความชัดเจนจาก ศบศ. รวมถึงกรณีหากมีการระบาดระลอก 2 อาจมีการพิจารณาขยายเพดานเงินกู้ให้เหมาะสม ซึ่งมาตรการต่างๆ จะเน้นสร้งความจูงใจในการจ้างงาน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิของประเทศเข้าสู่ภาวะปกดิ
นอกจากนี้ลุ้นแบงก์จ่ายปันผล จากก่อนหน้านี้ที่ ธปท. ประกาศไม่ให้ธนาคารพาณิชย์จ่ายปันผลระหว่างกาล เพื่อตั้งการ์ดสูงรับมือการระบาดของ COVID-19 ล่าสุดทาง ธปท. ขอรอดูผลการทำ Stress Test เดือน ต.ค.ก่อนพิจารณาอนุมัติให้ธนาคารจ่ายปันผลได้ในปี 2564-2565 แต่ห่วงปลายปีนี้หนี้ด้อยคุณภาพพุ่งสูงขึ้น