Skip to content

“จีน-ออสเตรเลีย” ร้าวลึก ดันปากีฯ “แหล่งถ่านหิน” ใหม่

22 ส.ค. 2563 | 19:19น.
“จีน-ออสเตรเลีย” ร้าวลึก ดันปากีฯ “แหล่งถ่านหิน” ใหม่

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ย่ำแย่ระหว่าง “จีน-ออสเตรเลีย” กำลังสั่นคลอนสถานภาพของออสเตรเลีย ในฐานะซัพพลายเออร์ “ถ่านหิน” รายใหญ่ที่สุดของจีน และกลายเป็นโอกาสของ “ปากีสถาน” ที่อาจก้าวขึ้นมาแทนที่ในไม่ช้า จากโครงการเหมืองถ่านหินที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของจีนกำลังลงทุนอยู่ในปากีสถานขณะนี้

นิกเคอิ เอเชียนรีวิว รายงานว่า แรงงานชาวจีนราว 500 คน ของบริษัท “เซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริก พาวเวอร์” ได้กลับเข้าทำงานในโครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้า “ทาร์ บล็อก-วัน” อีกครั้งในช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่โครงการต้องหยุดชะงักมาเป็นเวลาหลายเดือนจากสถานการณ์โรคระบาดโครงการทาร์ บล็อก-วัน อยู่ในเขตทาร์พาร์คาร์ พื้นที่ทะเลทรายในแคว้นสินธ์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของปากีสถาน ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นทั้งหมดในโครงการถือครองโดยบริษัทจีนโครงการนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (ซีพีอีซี) ที่มีเม็ดเงินสูง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง

ทั้งนี้ แหล่งถ่านหินในทาร์พาร์คาร์ครอบคลุมพื้นที่ทะเลทรายกว่า 9,000 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นแหล่งถ่านหินใหญ่ที่สุดของปากีสถาน โดยคาดว่ามีปริมาณถ่านหินอยู่ราว 175,000 ล้านตัน

ซึ่งนับเป็นแหล่งลิกไนต์ขนาดใหญ่อันดับ 7 ของโลก รัฐบาลปากีสถานมีแผนการพัฒนาโดยแบ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็น 12 บล็อก ซึ่งมีบริษัทจีนเข้ามามีส่วนในการทำเหมืองในขณะนี้ 4 บล็อก

โครงการดังกล่าวเป็นลักษณะการทำเหมืองเปิด สามารถป้อนลิกไนต์เข้าสู่โรงไฟฟ้าขนาด 660 เมกะวัตต์ จำนวน 2 แห่ง ราว 6.8 ล้านตัน/ปี ซึ่งเริ่มดำเนินการต่อเนื่องมาจากปี 2011 หลังจากที่บริษัท

“ซิโน-สินธ์ รีซอร์เซส” บริษัทในเครือของเซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริก ทำสัญญาเช่าพื้นที่แหล่งถ่านหินในทาร์พาร์คาร์ 30 ปี สำหรับไฟฟ้าที่ได้จะป้อนสู่ระบบไฟฟ้าของปากีสถาน ซึ่งโรงงานแห่งแรกจะเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในเดือน ส.ค. 2022 และอีกแห่งจะเริ่มจ่ายไฟในเดือน ก.พ. 2023″ซาฮิด อาห์เมด” นักวิจัยจากสถาบันเพื่อความเป็นพลเมืองและโลกาภิวัตน์ของมหาวิทยาลัยดีกิน ในออสเตรเลีย ระบุว่า “การพัฒนาแหล่งพลังงานเป็นสิ่งสำคัญของปากีสถาน จากความต้องการก้าวสู่อุตสาหกรรมการผลิต และรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

โครงการทาร์ บล็อก-วัน กลับถูกจับตาว่ามีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งพลังงานถ่านหินแห่งใหม่ของจีน เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง “จีนและออสเตรเลีย” ย่ำแย่มาตั้งแต่ต้นปี 2020 หลังจากที่นายกรัฐมนตรี “สก็อต มอร์ริสัน” ของออสเตรเลีย เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ เพื่อแสวงหาจุดเริ่มต้น

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลจีนใช้มาตรการทางการค้าตอบโต้ รวมถึงจำกัดการนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลีย โดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีนมีคำสั่งห้ามรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคจัดซื้อถ่านหินเชื้อเพลิงของออสเตรเลีย

ทั้งนี้ “อิมติอาซ เชค” รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของแคว้นสินธ์ ปฏิเสธว่า ปากีสถานยังไม่มีนโยบายส่งออกถ่านหิน ขณะที่เซี่ยงไฮ้ อิเล็กทริก ยังไม่มีการแสดงเจตนาที่จะนำเข้าถ่านหินจากปากีสถาน ด้าน “ไซเอ็ด อาบุล ฟาซาล ริซวี” ประธานผู้บริหารของ “สินธ์ เอ็นโกร โคล ไมนิ่ง” บริษัทที่ดำเนินโครงการทาร์ บล็อก-ทู ระบุว่า “ขณะนี้เราไม่ได้ดำเนินการโครงการขนาดที่ใหญ่เพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ”

ขณะที่ “โมนิก เทย์เลอร์” ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ มองว่า ถ่านหินของปากีสถานมีคุณภาพให้ความร้อนด้อยกว่าถ่านหินของออสเตรเลีย ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่คุ้มค่าต่อต้นทุนในการขนส่งระยะไกล ทำให้ถ่านหินของปากีสถานยังไม่อาจแทนที่ถ่านหินจากออสเตรเลียได้

อย่างไรก็ตาม “ไมเคิล คูเจลแมน” รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียของวิลสัน เซ็นเตอร์ ในสหรัฐอเมริกา มองว่า “ปากีสถานเป็นพันธมิตรของจีนที่ใกล้ชิดที่สุด โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ดำเนินมายาวนาน ด้วยพรมแดนที่ติดต่อกันและความเป็นพันธมิตรของ 2 ประเทศ ทำให้จีนมีความมั่นใจอย่างมากว่า ปากีสถานจะเป็นหนทางใหม่ในการนำเข้าถ่านหิน”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ต่างประเทศ