“พงศ์กมล พงศ์สยาม” นำ Krispy Rice บุกยุโรปปี”64
ซีเรียลถือเป็นอาหารเช้าแบบดั้งเดิมที่ทำจากธัญพืชแปรรูป โดยนิยมรับประทานในสังคมตะวันตก ซึ่งในประเทศไทยก็มีการผลิตสินค้าออกมาหลากหลายแบรนด์ เพื่อตอบโจทย์สำหรับผู้บริโภคที่เวลาทานอาหารเช้า “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “พงศ์กมล พงศ์สยาม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไรซ์ ยูนิคอร์นจำกัดเจ้าของแบรนด์ Krispy Rice ที่นำงานวิจัยมาต่อยอดในการทำผลิตภัณฑ์อาหารเช้าซีเรียล โดยปี 2564 ตั้งเป้าหมายบุกตลาดต่างประเทศ กลุ่มประเทศในโซนยุโรป
“พงศ์กมล” เล่าว่า เมื่อก่อนเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกว่า 12 ปี ทำงานวิจัยด้านอาหาร แต่ต้องประสบภาวะวิกฤตเนื่องจากบริษัทจะย้ายฐานผลิตไปประเทศจีน ประจวบเหมาะกับอาจารย์ที่รู้จักกันอยากต่อยอดจากงานวิจัยสู่การทำผลิตภัณฑ์ซีเรียลอาหารเช้า แต่ไม่มีนักลงทุนสนใจ ซึ่งเรามองเห็นโอกาสจึงตัดสินใจลงทุน เพราะอยากมีธุรกิจส่วนตัว โดยเริ่มจากการจ้างโรงงานอื่นผลิต แต่ประสบปัญหาเนื่องจากทางโรงงานไม่สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ เราจึงตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตเองเมื่อปี 2558 ที่ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 5,000,000 บาท

“ตอนที่ทำการทดลองใน lab กระบวนการในการทำผลิตภัณฑ์ต่างจากการทำขายเชิงพาณิชย์มาก ทำให้ต้องเปลี่ยนเครื่องมือและปรับสูตรการทำใหม่เกือบหมด ซึ่งตอนแรกมีโปรดักต์ 2 รส คือ รสนมกับรสโกโก้ แต่เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติและแพ้แป้งสาลีกับนมจึงได้มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ออกมา คือ รสสตอว์เบอรี่ ที่เป็น top 8 free (สารก่อภูมิแพ้ทั้ง 8 ชนิด) ไม่มีทั้งนมและกูลเตน”
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่ รสนม รสโกโก้ รสทุเรียน รสมะม่วง รสสตอว์เบอรี่ รสคาราเมล ทั้งนี้ ในอนาคตคาดว่าจะมีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เป็นซีเรียลไบรไซต์ เพิ่มความเป็นสแน็กมากขึ้น โดยใส่ชิ้นส่วนของผลไม้มีการจำหน่ายหลากหลายช่องทาง เช่น สยามพารากอน, กรุงเทพ มาร์เก็ต, เอ็มควอเทียร์, ริมปิง จ.เชียงใหม่ และกำลังจะเข้าห้างวิลล่า มาร์เก็ต และช่องทางออนไลน์ Shopee Lazada รวมถึงตลาดส่งออก คือ ประเทศจีน อาบูดาบี ดูไบ และบาร์เรน
ปัจจุบันมีสัดส่วนการขายตลาดในประเทศ 50% ส่งออก 50% ตอนนี้ตั้งเป้าโฟกัสที่ตลาดต่างประเทศ เนื่องจากต่างประเทศตลาดซีเรียลค่อนข้างโตเร็วกว่าในประเทศ รวมถึงตลาดสินค้าซีเรียลในประเทศไทยยังไม่เติบโตมากนัก มีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างจำกัด ปกติมีรายได้มูลค่า 1,200,000 บาท/ปี แต่ปี 2563 ค่อนข้างตก เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ตั้งเป้าว่าในปี 2564 คาดว่าจะสามารถทำรายได้ถึง 3,000,000 บาท/ปี

“เราออกผลิตภัณฑ์รสผลไม้เพื่อต้องการให้มีความแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ และมีกลุ่มเป้าหมายตลาดแตกต่างกันออกไป เช่น รสทุเรียน รสมะม่วง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเที่ยวในประเทศไทย ส่วนตลาดส่งออกไปประเทศจีน คือ รสโกโก้ และรสทุเรียน เป็นแบบ OEM ผลิตภายใต้แบรนด์ของลูกค้า ส่วนตลาดกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง คือ รสสตอว์เบอรี่กับรสนม ส่งออกไปในนามแบรนด์เราโดยตรง ถือเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์ด้วย
แต่เดิมสัดส่วนการตลาดจะเป็นกลุ่มโรงแรม 70% ต่างประเทศ 10% และตามช่องทางการขาย 20% เมื่อเจอการแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานการณ์เปลี่ยนมีการปิดโรงแรมเป็นจำนวนมาก 4 เดือนที่ผ่านมา ยอดออร์เดอร์กลายเป็นศูนย์บาท จึงปรับสัดส่วนการทำตลาดตั้งเป้าโฟกัสตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และปี 2564 เตรียมบุกตลาดต่างประเทศในกลุ่มประเทศโซนยุโรป คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เบลเยียม รัสเซีย ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการพูดคุย”
จุดแข็งแบรนด์ของเราจะมีกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เพราะเราใช้โฮเกรน ข้าวกล้องหอมมะลิ 100% เคลือบด้วยน้ำตาลไม่ขัดสี ใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพ เช่น รสสตอว์เบอรี่
จะการเคลือบผงผลไม้แท้ ๆ ที่เป็นฟรีซดราย เพื่อเพิ่มรสชาติ ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 500 กิโลกรัม/วัน โดยวัตถุดิบหลักของเราคือข้าวซื้อมาจากโรงสีขนาดใหญ่ เพราะว่าเคยซื้อจากเกษตรกรแล้วมีปัญหาเรื่องคุณภาพข้าวไม่ได้ตามที่บริษัทต้องการ อีกทั้งยังไม่มีกำลังเงินพอที่จะซัพพอร์ต แต่ถ้าในอนาคตโรงงานใหญ่ขึ้น อยากจะช่วยเหลือเกษตรกร