โจทย์ใหญ่ลำไยตะวันออกปี’69 จีนเข้มนำเข้า-ล้งกดราคาเหมาสวน
ลําไยตะวันออกปี 2569/70 ยังเผชิญโจทย์ใหญ่ด้านการส่งออก โดยเฉพาะมาตรการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของจีนที่เข้มงวด ทำให้ผู้ส่งออกต้องแบกรับความเสี่ยงตู้ถูกตีกลับ ขณะที่ล้งบางส่วนต้องกดราคารับซื้อต่ำเพื่อป้องกันความเสี่ยงขาดทุน
ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตลำไยภาคตะวันออก ปี 2569 ผลผลิตรวม 443,420 ตัน ลดลง 41,667 ตัน หรือ 4.83% จากเนื้อที่ให้ผลลดลง ภายหลังเกษตรกรบางส่วนเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะทุเรียน ขณะเดียวกันผลผลิตต่อไร่ลดลงจากอากาศร้อนจัด ปัจจุบันผลผลิตทยอยออกตลาดแล้ว และคาดว่าจะให้ผลผลิตมากสุดในเดือนธันวาคม 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570
ราคาตก เหมาสวนขาดทุน
ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ระบุว่า ปี 2568/69 ราคาลำไยต้นฤดูอยู่ที่ 25-27 บาท/กก. ถือว่าค่อนข้างต่ำ เพราะมีข้อกังวลปัญหาแรงงานและการตรวจสารตกค้างเข้มงวด แต่ในช่วงปีใหม่ได้สูงขึ้นเป็น 30-33 บาท/กก. และช่วงตรุษจีน 35-37 บาท/กก. เฉลี่ยราคาหน้าสวนอยู่ที่ 25 บาท/กก. คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9,535 ล้านบาท
นายเอนก ธรรมสุทธิ์ ประธานกรรมการสหกรณ์ยูเนียนสอยดาว จำกัด จ.จันทบุรี กล่าวว่า แม้เปิดต้นฤดูจะมีราคา 35 บาท/กก. แต่ปัจจุบันเหลือ 30-33 บาท/กก. เพราะฝนตกติดต่อกันทำให้คุณภาพไม่ดีและจีนตรวจเข้มสารตกค้าง ทำให้ราคารับซื้อหน้าสวนอยู่ที่ 20-25 บาท/กก. คนเหมาสวนหลายรายขาดทุนเพราะทำสัญญารับซื้อไว้ที่ 32-35 บาท/กก. โดยทำสัญญาล่วงหน้า 5-6 เดือน วางมัดจำ 20-30% เพราะคาดการณ์ว่าราคาจะสูงเกินกว่า 30 บาท ทำให้ต้องมาขอต่อรองราคากับชาวสวนในภายหลัง
ลดสารซัลเฟอร์ฯ โจทย์หิน
ขณะที่ภาคการส่งออกยังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ คือ มาตรฐานสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรของประเทศไทย มกษ.1004-2557 กำหนดค่าซัลเฟอร์ฯ (SO 2) ในเนื้อลำไยไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กก. หรือ 50 ppm แต่ปี 2568 สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ GACC ของจีนเริ่มใช้ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร GB 2760-2024 กำหนดให้มีปริมาณสารซัลเฟอร์ฯ ตกค้างในผลไม้สด ได้ไม่เกิน 0.05 กรัม/กก. หรือ 50 ppm เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกยังประสบปัญหาการควบคุมค่าซัลเฟอร์ฯ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ โดยข้อมูลจากสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 (สวพ.6) ระบุว่า ปี 2568 ภาคตะวันออกมีโรงคัดบรรจุ 129 แห่ง ส่งออก 9,557 ตู้ พบโรงคัดบรรจุถูกแจ้งเตือน 65 แห่ง และถูกระงับใบรับรองเลขทะเบียนโรงคัดบรรจุ หรือล้ง หรือสวน (DOA) 2 แห่ง มีตู้คอนเทนเนอร์ถูกตีกลับทั้งหมด 162 ตู้
ส่งออกแบบเสี่ยงตู้ตีกลับ
แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกลำไยกล่าวว่า การลดปริมาณสาร ซัลเฟอร์ฯ เปลือกลำไยจะดำ อายุการเก็บรักษาสั้นลง ตลาดจีนไม่รับซื้อ ผู้ส่งออกต้องเสี่ยงต่อการสุ่มตรวจอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ตู้ถูกตีกลับและถูกแจ้งเตือน
ลำไย 1 ตู้มีปริมาณกว่า 25 ตัน หรือ 2,200-2,400 ตะกร้า หากถูกตีกลับทางบกใช้เวลาเดินทางไป-กลับ 10-20 วัน นำมารีแพ็กส่งต่อเวียดนาม อินโดนีเซีย หรืออินเดีย ซึ่งขายได้เพียง 4-5 แสนบาท แต่ถ้าขนส่งทางเรือใช้เวลาเดินทางไป-กลับ 40-50 วัน สินค้าจะเน่าเสียนำมารีแพ็กไม่ได้ บางรายหาตลาดใหม่ที่สุ่มตรวจน้อยกว่า แม้ว่าราคาต่ำกว่าก็ตาม
จำกัดขึ้นทะเบียนล้งใหม่ไว้สำรอง
นายทินกฤต ชีวินวรกูล นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกลำไยภาคตะวันออก กล่าวว่า แม้โรงคัดบรรจุและกรมวิชาการเกษตรได้พยายามวิจัยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อลดค่าซัลเฟอร์ฯ แต่จีนยังไม่รับรอง และการใช้งานยังไม่เสถียร บางวิธีเมื่อส่งถึงจีนเพียง 2-3 วัน เปลือกลำไยจะคล้ำ ตลาดไม่นิยม
ระหว่างนี้ควรจัดทำข้อตกลงหรือปฏิญญาร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสมาคมผู้ประกอบการส่งออกลำไย 3 สมาคมหลัก ได้แก่ สมาคมการค้าและส่งออกลำไยภาคตะวันออก สมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ และสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เพื่อควบคุมการใช้ซัลเฟอร์ฯ ของโรงคัดบรรจุอย่างจริงจัง พร้อมมีระบบตรวจสอบเรียลไทม์เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้า
หากพบการทำผิดเงื่อนไขและ DOA ถูกระงับ หน่วยงานไทยต้องไม่ส่งเรื่องให้ GACC ขึ้นทะเบียนล้งใหม่ที่เตรียมไว้สำรอง รวมถึงควรจำกัดจำนวนเลข DOA หรือกำหนดโควตาการเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ทำให้ใบ DOA มีความสำคัญ นอกจากนี้ ข้อตกลงควรครอบคลุมถึงการกระทำผิดอื่น ๆ ของล้งด้วย เช่น สัญญาซื้อขายและการใช้ตัวแทนนอมินี
จี้ไทยเจรจาจีนตรวจเฉพาะเนื้อ
แหล่งข่าวจากสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 (สวพ.6) กล่าวว่า การลดความเข้มข้นซัลเฟอร์ฯ ช่วยให้สารตกค้างผ่านมาตรฐาน แต่ทำให้ลำไยเน่าและเปลี่ยนสีเร็ว จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีลดซัลเฟอร์ฯ ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทั้งการแช่กรดเกลือ (Hydrochloric acid : HCL) และโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ (Sodium Metabolite : SMS) รวมถึงการรมแก๊สโอโซน ซึ่งผลทดลองผ่านเกณฑ์ 50 ppm และมีผู้ประกอบการเริ่มนำไปใช้แล้ว ขณะที่การใช้ก๊าซคลอรีนไดออกไซด์เพื่อยืดอายุหลังเก็บเกี่ยวที่รมด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ความเข้มข้นขั้นต่ำอยู่ระหว่างวิจัย
นายธานัท ปะสิ่งชอบ กรรมการผู้จัดการ บจก.สยามอิสเทิร์นฟรุ๊ต เจ้าของสวนลำไย อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี และผู้ร่วมทำงานวิจัยกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่าหากต้องการแก้ไขปัญหาจริงควรให้รัฐบาลไทยเจรจากับจีนให้ตรวจค่าซัลเฟอร์ฯ เฉพาะเนื้อ ขณะเดียวกันไทยต้องคุมมาตรฐานการรมซัลเฟอร์ฯ ให้เข้มงวดและเป็นมาตรฐานเดียวกัน หลังเคยตรวจพบค่าตกค้างสูงกว่า 300 ppm จากการใช้ซัลเฟอร์ฯสูงถึง 6.3 กก./ตู้อบ
“สัญญาล้ง” ชาวสวนเสียเปรียบ
อีกปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา คือการกดราคารับซื้อหน้าสวนต่ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาดทุนในการส่งออก โดย นายชัชวัฒน์ อินทร์จันทร์ เกษตรกรปลูกลำไย อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี กล่าวว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบรายกิโลกรัมกำหนดให้ล้งวางเงินมัดจำ 30% แต่ปัญหาคือการคัดขนาดลำไยไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีการเลือกเก็บเฉพาะเบอร์ 1-2 ตามวงเงินมัดจำ และทิ้งลำไยเบอร์ล่างไว้ในสวน ซึ่งในสัญญาไม่ระบุวันที่สิ้นสุดการเก็บ และมีค่าปรับ 10 เท่า หากเกษตรกรนำผลผลิตไปขายเอง
ส่วนสัญญาเหมามืดหรือซื้อขายก่อนเก็บระยะสั้น 1 เดือน วางมัดจำ 20-30% และเก็บทุกเบอร์ แต่ปัญหาที่พบคือ การปัดราคาผลผลิตเป็นลูกร่วง ซึ่งรับซื้อเพียง 3 บาท/กก. ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ราว 10-15 บาท/กก. โดยบางสวนมีสัดส่วนลูกร่วงมากถึง 50%
นอกจากนี้ ยังพบกรณีล้งไม่จ่ายเงินตามสัญญาจนต้องฟ้องร้อง ทำให้เกษตรกรขาดทุนและไม่มีเงินหมุนเวียน จึงเสนอให้มีระบบตรวจสอบเครดิตของล้ง ให้เกษตรกรตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือก่อนทำสัญญา พร้อมกำหนดบทลงโทษล้งที่ผิดสัญญาอย่างชัดเจน
เร่งเปิดตลาดใหม่ลดพึ่งจีน
ด้ายนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ติดตามทั้งปริมาณผลผลิต การเก็บเกี่ยว การกระจายสินค้า และความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลผลิตทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างเหมาะสมไม่ให้เกิดภาวะ Over-supply และรักษาเสถียรภาพด้านราคาในช่วงที่ลำไยออกสู่ตลาด พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนตะกร้าบรรจุลำไยสดกว่า 30,000 ใบ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และช่วยให้การกระจายผลผลิตออกจากพื้นที่ทำได้คล่องตัวมากขึ้น
พร้อมเดินหน้าขยายตลาดลำไยอบแห้งไปยังตลาดใหม่ ๆ ได้แก่ อินเดีย เมืองรองของจีน กลุ่มประเทศเอเชียกลาง และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันได้สร้างการรับรู้ โดยเตรียมส่งเสริมการใช้ Influencer และ KOL สร้างการรับรู้เกี่ยวกับลำไยอบแห้งไทย ขยายฐานผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการในระยะต่อไป