เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
Business ‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
Real Estate แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณบาทละ 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณบาทละ 67,150 บาท
ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
Economic ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
Finance AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
Columns ‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
Politics ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
Finance หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
ขยะน้ำท่วมล้นชุมชน ‘เคหะร่มเกล้า’ กทม. ผนึก 4 หน่วยงาน เสริมทัพ ‘เขตบัดดี้’ เร่งเก็บ
News ขยะน้ำท่วมล้นชุมชน ‘เคหะร่มเกล้า’ กทม. ผนึก 4 หน่วยงาน เสริมทัพ ‘เขตบัดดี้’ เร่งเก็บ
ดูทั้งหมด

8 องค์กรยักษ์ผนึกกำลัง ยึดวิถียั่งยืน ชุบชีวิตธุรกิจ-สังคม

15 พ.ย. 2563 | 07:59น.

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และพันธมิตรเครือข่าย จัดงานสัมมนาเพื่อสังคมแห่งปี ภายใต้หัวข้อ “ภาคธุรกิจไทย ในวิถียั่งยืน” ที่นับว่าเป็นการรวมตัวกันของภาคต่าง ๆ ที่เข้ามาระดมสมองกันเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ เพราะผ่านมาเรื่องของ “การสร้างความยั่งยืน” ถูกพูดถึงในหลายเวที แต่ไม่ถูกนำมารวบยอดทางความคิดสักที

สำหรับครั้งนี้ไม่เพียงจะมี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อน หากยังมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย, สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN) มาร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
ช่วยคิด ช่วยทำ ทำงานทางเดียวกัน

ฉะนั้น ในมุมมองของ “ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล” เลขาธิการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงมองว่านับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง ที่บนเวทีสัมมนาแห่งนี้มีการพูดคุยกันในมิติที่หาทางออกให้กับโลกในอนาคตอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยกันสะท้อนความคิดต่อทุกภาคส่วนที่จะมาช่วยกันทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไปได้

“ดังนั้น ถ้ามองย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยพบกับวิกฤตเศรฐกิจ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2563 ติดลบ 12.2% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง สาเหตุหลักมาจากการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ผู้คนต่างตื่นตระหนกไปตาม ๆ กัน ในปีนี้รัฐบาลจึงเพิ่มงบประมาณแผ่นดินเป็น 3.3 ล้านล้านบาท และยอมขาดทุนมากถึง 6.2 แสนล้านบาท เพื่อสู้กับวิกฤตต่าง ๆ”

“แต่ความเป็นจริงตลอดที่ผ่านมา คือ งบประมาณแผ่นดินมีสัดส่วนเฉลี่ยเพียง 20-25% ของ GDP อีก 75-80% อยู่ในมือของเอกชนว่าจะนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปทางไหน และเมื่อพิจารณารายงานของกรมธุรกิจการค้าที่ระบุว่า ธุรกิจรายใหญ่ที่สุด 1% มีสัดส่วนยอดขายมากถึง 73.7% ของทั้งประเทศ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของประเทศ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน

ดังนั้น การจะทำให้คนไทยในประเทศอยู่ดีมีสุข และผ่านวิกฤตต่าง ๆ ไปได้ ทุกภาคส่วนจึงต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และทำงานไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จได้”

วิถีไทยสู่ความยั่งยืน

กลยุทธ์ 4 ประสาน 3 ประโยชน์

“ม.ร.ว.ดิศนัดดา” กล่าวต่อว่า ด้านมูลนิธิปิดทองหลังพระฯเห็นผลกระทบจากโควิด-19 ที่เกิดหลังการล็อกดาวน์ หลายธุรกิจไปต่อไม่ได้ ส่งผลให้มีคนจำนวนมากตกงาน และต้องเดินทางกลับชนบท คณะกรรมการของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯจึงปรึกษาหารือกันว่า เราน่าจะต้องหางานมารองรับคนกลุ่มนี้ ที่สุดจึงชวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนมาหารือ จนเกิดเป็นโครงการจ้างแรงงานผู้ตกงานมาพัฒนาแหล่งน้ำ และการเกษตรในชนบท

“อันสอดรับกับมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2562 ที่เห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติระยะที่ 1 ปี 2561-2565 เป้าหมาย 6,114 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยคัดเลือก 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ อุดรธานี, ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี และกำลังขยายไปอีก 6 จังหวัดต่อจากนี้ เพราะเป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาแหล่งน้ำไปพร้อม ๆ กับช่วยเหลือคนตกงาน ในรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า 4 ประสาน 3 ประโยชน์ ซึ่งหมายถึงการประสานระหว่าง 4 ฝ่าย ได้แก่ ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ, ราชการทั้งส่วนกลางจังหวัด และท้องถิ่น, ภาคเอกชน และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ส่วน 3 ประโยชน์ คือ แหล่งน้ำได้รับการฟื้นฟู, สร้างอาชีพด้วยการทำเกษตรแบบประณีตทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จนเกิดองค์ความรู้ใหม่ในชุมชน”

ภายใต้กรอบระยะเวลาดำเนินโครงการจำนวน 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน 2563) เงินลงทุน 48.8 ล้านบาท จนสามารถสร้างโครงการทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ และสร้างอาชีพรวม 107 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 43 อำเภอ ของ 3 จังหวัด (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มิ.ย. 2563) ทั้งยังมีการจ้างคนตกงานรวม 358 ราย แบ่งออกเป็น จังหวัดอุดรธานี 83 ราย, ขอนแก่น 145 ราย และกาฬสินธุ์ 130 ราย จนทำให้ครัวเรือนรับประโยชน์ 5,320 ครัวเรือน ทั้งยังมีพื้นที่รับประโยชน์ 30,990 ไร่ ปริมาณน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น 23.7 ล้านลูกบาศก์เมตร

คิดใหม่ ไทยก้าวต่อหลังโควิด-19

นอกจากนั้น ยังมีโครงการในเชิงนโยบายที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯชักชวนองค์กรสำคัญ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, สถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำโครงการ “คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ” เพื่อมาช่วยกันหาข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรทำอะไรบ้างเมื่อโควิด-19 คลี่คลายลง ทั้งนั้น เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าดีขึ้น และยั่งยืน สำหรับเรื่องนี้กำลังจะได้ข้อสรุปราวปลายเดือน พ.ย. 2563

สำหรับโครงการนี้มีกรอบความคิด หรือประเด็นการวิเคราะห์หลายประเด็นสำคัญด้วยกัน เช่น 1) บริบทของสังคมโลก และประเทศไทยก่อนวิกฤตโควิด-19 และเมื่อโควิด-19 ส่งผลอะไรต่อสังคมโลก และประเทศไทย 2) สังคมโลกเปลี่ยน ประเทศไทยต้องปรับอะไรบ้าง และทิศทางที่ควรจะเป็นเช่นไร 3) คนไทยมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด และหากจำเป็นต้องปรับ หรือเปลี่ยน ต้องเตรียมการอย่างไร และ 4) หารูปแบบ หรือโมเดลการขับเคลื่อนสังคมไทย

สร้างแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

“ม.ร.ว.ดิศนัดดา” กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว ดัชนีการบริโภค การผลิตปรับตัวขึ้นมาตามลำดับ การท่องเที่ยวภายในประเทศก็กลับสู่ระดับเกือบเป็นปกติ แต่เราไม่มีทางจะกลับไปจุดเดิมก่อนโควิด-19 ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะโควิด-19 ไม่ใช่ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ประเทศเราเป็นประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมายาวนาน จากสาเหตุคุณภาพประชากร คุณภาพเทคโนโลยี แรงงานมีอัตราเพิ่มน้อยที่สุดในอาเซียน และกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

“ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องเร่งทำงานกันอย่างหนัก และต้องไปทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นประเทศไทยอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี เพื่อนำประเทศไปสู่อนาคตที่ดี และยั่งยืนกว่าเดิม ตอนนี้ 50 ประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินงานตามแนวทางสร้างความยั่งยืน Green Recovery Plan หรือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่คิดถึงสิ่งแวดล้อม ที่ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอันสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งภาครัฐและเอกชนแต่ละประเทศกำลังร่วมกันปรับรื้อธุรกิจบางสาขาเพื่อพลิกวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส”

“ในขณะที่ World Economic Forum มีการคาดการณ์ว่า ตอนนี้ประเทศต่าง ๆ ตื่นตัวใช้ช่วงเวลานี้พัฒนาพลังงานสะอาด ทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) โดยจะส่งผลให้เกิดธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญ และเพิ่มการจ้างแรงงาน 395 ล้านคน ภายใน 10 ปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประเทศไทย และในทางตรงข้าม หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงในสภาพภูมิอากาศ อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 600 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 2643”

ดังนั้น การรวมตัวของภาครัฐ และภาคเอกชน บนเวที “ภาคธุรกิจไทย ในวิถียั่งยืน” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อแลกเปลี่ยนกันว่าจะ “ร่วมคิด ร่วมทำ” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้อนาคตของประเทศไทยอย่างไรต่อไป

เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

แต่เป็นของมนุษยชาติทุกคน ?