AJ แจงปมฟ้องเอดีฟิล์ม BOPP สินค้านำเข้าถล่มราคา 22%
“เอ.เจ.พลาสท์” ออกโรงแจงปมร้องพาณิชย์รีดเอดี “ฟิล์มพลาสติก BOPP” หลังเดือดร้อนหนัก 3 ประเทศดัมพ์สินค้าราคาห่างกันถึง 22% ส่วนแผนขยายโรงงานใหม่แค่หนีตายจากเอดีเวียดนาม วอนพาณิชย์เคาะเอดี 10% สร้างความเป็นธรรม ปกป้องอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศก่อนสู้ไม่ไหวต้องย้ายฐานผลิต
นายทศพล จินันท์เดช รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ.เจ.พลาสท์ จำกัด (มหาชน) (AJ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทจะเข้าพบกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาไต่สวนใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ไบแอคเซียลลี ออเรียนเต็ดโพลิโพรพิลีน หรือ BOPP เกรดทั่วไป ความหนา 0.90-0.91 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ที่นำเข้าจาก 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย จีน และมาเลเซีย

จากที่ 3 ประเทศดังกล่าวมีผลิตสินค้าในปริมาณมากจนเกิดส่วนเกินต้องส่งออกมาทุ่มตลาดในไทย ด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายในตลาดปกติ เช่น ราคาตลาด กก.ละ 45 บาท แต่สินค้านำเข้ากลับขายเพียง กก.ละ 38 บาท เฉลี่ยแล้วมีส่วนต่างราคาตั้งแต่ 5-22% สร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างมาก
“มีข้อมูลว่าในปี 2019 จีนมีกำลังการผลิตส่วนเกิน 2,370,000 ตัน อินโดนีเซีย มีส่วนเกิน 121,900 ตัน มาเลเซียมีส่วนเกิน 36,200 ตัน รวม 3 ประเทศนี้มีส่วนเกิน 2,528,100 ตัน ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของเรา 30-40 เท่า ทางผู้ผลิตไทยไม่สามารถแข่งขันได้ สินค้านำเข้ามีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากปี 2016 มี 10% เพิ่มเป็น 35% ในปัจจุบัน”
ต่อประเด็นที่ทางกลุ่มผู้นำเข้า BOPP แย้งว่า AJ เป็นผู้ผลิตรายเดียวผูกขาดตลาดนั้น ได้ชี้แจงไปว่าเดิมตลาดฟิล์ม BOPP มีผู้ผลิตไทย คือ ไทยฟิล์ม และ เอ.เจ.ฯ สัดส่วนรวมกัน 60% และนำเข้าอีก 40% แต่ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตอีกรายได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าจนต้องหยุดผลิตไปเมื่อปีก่อน ทำให้ออร์เดอร์ส่วนนั้นย้ายเข้ามาที่ AJ มากถึง 70%
แต่ล่าสุดไทยฟิล์มแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้เพิ่มทุน ปรับโครงสร้างหนี้ จะกลับมาผลิตได้อีกครั้งในไตรมาส 2 ปี 2564 ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวจาก 10 สตางค์ เป็น 30 สตางค์
“ที่มองว่า AJ มีกำไร ไม่ได้เสียหาย แท้จริงแล้ว BOPP เป็นสินค้า 1 ใน 5 ชนิดที่เราผลิต (โพลิเอสเตอร์ ฟิล์มไนลอน เนเทอร์ไลฟิล์ม และ PP) มีกำลังการผลิตสูงสุด 92,000 ตัน แต่ BOPP ไม่ใช่สินค้าที่สร้างกำไรกับบริษัท แถมบางปีขาดทุน เหตุที่เรายังผลิตต่อเพราะต้องการรักษากำลังการผลิตของเครื่อง คงส่วนแบ่งตลาดเอาไว้”
ส่วนการขยายการลงทุนไปในเวียดนามใน บริษัท เอ.เจ.พลาสท์ เวียดนามนั้น เป็นการร่วมทุนระหว่างเอสซีจี ถือหุ้นสัดส่วน 45% และ AJ ถือหุ้น 55% ตั้งโรงงานผลิต BOPP ในเวียดนามนั้น เป็นเพราะ AJ ถูกเวียดนามเก็บภาษี AD ถึง 17% นอกจากที่มีอินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ รวมหลาย ๆ ประเทศฟ้องเอดีมากกว่า 10 ครั้ง
ดังนั้น หากเราผลิตและส่งออกจากไทยไปขายเวียดนาม บวกกับภาษีเอดีจะไม่สามารถแข่งขันได้ การย้ายฐานผลิตเข้าลงทุนจึงเป็นทางออกที่ดีกว่า ส่วนที่มีการซื้อที่ดินเพื่อขยายไลน์การผลิต BOPP ในไทยนั้น เป็นผลมาจากหมดสัญญาเช่าที่ดินเดิม
“ที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีการผลิต และพร้อมจะแข่งขันกับสินค้านำเข้าด้วยความเป็นธรรม แต่หากรัฐไม่ปกป้องอุตสาหกรรมภายใน แบบที่เวียดนามปกป้องอุตสาหกรรม เขาเชื่อว่าอีกไม่นานเราก็จะย้ายต่อไปเรื่อย ๆ”
“เพราะการไปลงทุนที่นั่นไม่เพียงลดต้นทุนจากเอดี แต่ปัจจัยอื่นทั้งต้นทุนค่าแรงถูกกว่า ค่าไฟถูกกว่า 20% ในอนาคตเราอาจจะเปลี่ยนไปเป็นผลิตที่นั่นส่งกลับมาขายที่ไทยแทน”
โดยข้อเรียกร้องบริษัทเพียงต้องการให้พิจารณากำหนดภาษีเอดีแค่ 10% สำหรับสินค้า BOPP เกรดทั่วไป เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ส่วนการนำเข้า BOPP เกรดอื่นจากประเทศอื่น ๆ ทั้งอินเดีย เกาหลี ก็ยังสามารถนำเข้าได้เช่นเดิม หรือแม้แต่สินค้า BOPP เกรดทั่วไปชนิดที่ใช้ผลิตที่ห่อหลอดที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ก็ไม่อยู่ในขอบข่ายการฟ้อง ยังนำเข้าได้ปกติ นอกจากนี้ยังยกเว้นผู้นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
“ขอให้รัฐพิจารณาให้ความเป็นธรรม หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ อุตสาหกรรมนี้ถือเป็นพื้นฐาน ใช้วัตถุดิบในประเทศ 90% ซึ่ง 9 เดือนแรกใช้เม็ดพลาสติก 1 แสนตัน”
“และมีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแพ็กเกจจิ้ง ถ้าไม่ปกป้องเราเพราะมองแค่ว่าจะเกิด monopoly แล้วไปเปิดทางให้สินค้านำเข้ามา monopoly แทน ก็ไม่ต่างกัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินช่วงโควิดที่ผู้ผลิตต่างชาติไม่สามารถผลิตได้ทัน ไทยก็จะได้รับผลกระทบ ดังนั้น ควรพึ่งพาอุตสาหกรรมภายใน”
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า AJ สามารถผลิตสินค้า BOPP ได้ในปริมาณมากเพียงพอกับความต้องการใช้ โดยมีกำลังผลิต 6,000 ตัน สำหรับตลาดภายใน 2,000 ตัน และตลาดส่งออก 4,000 ตัน แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ โดยปัจจุบันเดินเครื่องประมาณ 70-80% ทั้งยังมีเครื่องจักรที่ทันสมัย สามารถผลิตสินค้าได้ทุกเกรด
“เรื่องราคา ตอนนี้ถ้าส่งออกจะได้ราคาดีกว่าในประเทศด้วยซ้ำ เพราะคำสั่งซื้อหลังจากโควิดเพิ่ม 3 เท่า แต่เราเน้นกระจายให้ลูกค้าในประเทศราคาเดิม”