ราคาดิ่งไม่ถึง กก. 2 บ. “ชาวไร่” ชะลอขุดมันสำปะหลัง
ชาวไร่ขู่หยุดขุดหัวมันแน่ ราคาขายดิ่งเหลือ 1.80 บาท ขาดทุนจากราคาประกัน 2.50 บาท “พาณิชย์” ไล่บี้ 4 สมาคม ประกาศราคาแนะนำรับซื้อหัวมัน 2.50 บาท เอกชนรับให้ความร่วมมือขยับราคารับซื้อ คาดดีมานด์ส่งออกจีนฟื้นปี’64 ลุยนำเข้าผลิตแอลกอฮอล์แทนข้าวโพด
นายรังสี ไผ่สะอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลัง กล่าวว่า ตอนนี้ราคาหัวมันสดลดต่ำลงอย่างมาก อีกทั้งเกษตรกรยังประสบปัญหาโรคใบด่างส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง การหาท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพมาปลูกได้น้อยมาก ซึ่งต้นทุนการปลูกมันขณะนี้เฉลี่ย กก.ละ 2.30 บาท แต่เมื่อหักค่าขนส่ง ค่าต่าง ๆ แล้ว เกษตรกรได้เงินจากการขายจริงเพียง กก.ละ 1.80 บาท ต่างจากราคาประกันรายได้ที่กำหนด กก.ละ 2.50 บาท

“หากแก้ไขปัญหาไม่ประสบผลสำเร็จ เกษตรกรยังขายได้ราคาต่ำกว่านี้ เกษตรกรพร้อมจะประกาศหยุดขุดมันทั้งประเทศ เพื่อดันให้ราคามันสูงขึ้น”
ล่าสุด นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้ประชุมร่วมกับกรมการค้าภายใน (คน.) สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ และ 4 สมาคมมัน (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรมันสำปะหลังให้ได้รับราคาที่สอดคล้องกับกลไกตลาด

“แนวโน้มความต้องการใช้เพื่อผลิตแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ประกอบกับกากน้ำตาลที่ได้จากอ้อยเพื่อไปทำแอลกอฮอล์ลดลง ส่งผลให้ทำให้มันสำปะหลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ซึ่งราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น”
“แต่ทางกรมกลับได้รับข้อร้องเรียนจากเกษตรกรว่า สถานการณ์ราคารับซื้อมันสำปะหลังภายในประเทศปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ทางกรมจึงได้หารือกับภาคเอกชนซึ่งก็พร้อมจะช่วยเหลือด้วยการรับซื้อมันสำปะหลังเกษตรกรในราคาที่ดีขึ้น ให้สอดคล้องกับกลไกตลาด”
นอกจากนี้ กรมจะเพิ่มการกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เช่น ขึ้นทะเบียนผู้นำเข้ารายงานการนำเข้า ต้องมีสถานที่เก็บสินค้าที่นำเข้าเฉพาะแยกจากสถานที่รับซื้อภายในประเทศต้องนำเข้าผ่านจังหวัด และด่านศุลกากรกับจุดที่กำหนด เป็นต้น
เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ซื้อจะไม่ใช้ประเด็นคุณภาพเป็นข้ออ้างในการกดราคารับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย หากพบการนำเข้าที่ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ความชื้นสูง มีสิ่งปลอมปน สามารถแจ้งที่สายด่วน 1385
ขณะที่กรมการค้าภายในก็ได้ช่วยประสานไปยังทุกจังหวัด และจัดเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสอบการรับซื้อสินค้า และการชั่งตวงวัด รวมถึงตั้งด่านตรวจยานพาหนะที่ใช้ขนย้าย เพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หากเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อขายมันสำปะหลัง หรือถูกเอาเปรียบในการชั่งตวงวัด สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 ได้เช่นกัน
นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลัง กล่าวว่า การที่ราคาตลาดปรับลดลงเหลือ กก.ละ 2.20-2.30 บาท แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ กก.ละ 2.10 บาท เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยกำลังออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ไปจนถึงเดือนเมษายน 2564 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 28 ล้านตัน จากปีที่ผ่านมา 25 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดส่งออกจะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2564 โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วน 80% ของการใช้จากตลาดหลักจีน ที่ต้องการนำเข้ามันสำปะหลังไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และใช้สำหรับการผลิตแอลกอฮอล์ทดแทนข้าวโพด เนื่องจากปริมาณสต๊อกข้าวโพดลดลง
ส่งผลให้ระดับราคาข้าวโพดของจีนปรับสูงขึ้นเป็นตันละ 2,400 เหรียญสหรัฐ ซึ่งแนวโน้มราคาส่งออกมันเส้นของไทยก็ปรับขึ้นตาม จากตันละ 220-230 เป็น 260-270 เหรียญสหรัฐ
“ทาง 4 สมาคมจึงเห็นว่า 4 สมาคม ควรจะประกาศราคาแนะนำรับซื้อมันสำปะหลัง กก.ละ 2.50 บาท สอดคล้องกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพราะแม้ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 3 ล้านตัน แต่ความต้องการตลาดตอนนี้ก็เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการส่งออกมันเส้นจะได้ 5 ล้านตัน จากปีที่ผ่านมาที่ได้ 3 ล้านตัน ส่วนการผลิตเอทานอลเพิ่มจาก 2.5 เป็น 3 ล้านตัน”
นางอำไพ จารุวัฒน์กุล อุปนายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า แนวโน้มความต้องการมันสำปะหลังเพื่อผลิตแป้งยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าความต้องการใช้มันสำปะหลังสำหรับผลิตแป้งเพื่อการส่งออกเฉลี่ยส่งออก 3.5-4 ล้านตัน
ขณะที่แป้งมันเพื่อใช้ในประเทศอีก 1 ล้านตัน ส่วนทิศทางราคายังประเมินไม่ได้ว่าจะมีแนวโน้มการซื้อ-ขายเป็นอย่างไร ต้องดูปริมาณความต้องการของตลาดและผลผลิตด้วย เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง
โดยเฉพาะคู่แข่งของไทยอย่างเวียดนามที่มีการส่งออกแป้งมันอย่างมีประสิทธิภาพและค่าเงินก็แข็งค่าน้อยกว่าของไทยอย่างมาก