เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
SD มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
Tech ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
Economic ‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
Business ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
Finance ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
News วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
คลังยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เฉพาะ E20-B20 เพื่อหนุนเกษตรกร
Finance คลังยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เฉพาะ E20-B20 เพื่อหนุนเกษตรกร
ตลท.เร่งเครื่อง BOI to IPO ดึงธุรกิจ New Economy เติมสีสันตลาดหุ้นไทย
Finance ตลท.เร่งเครื่อง BOI to IPO ดึงธุรกิจ New Economy เติมสีสันตลาดหุ้นไทย
เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน
Economic เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน
เครื่องนุ่งห่มไทยชี้ FTA ไทย-EU ดันส่งออกโต 20-57% ใน 5 ปี เร่งดึงทุนไต้หวันเสริมต้นน้ำ
Economic เครื่องนุ่งห่มไทยชี้ FTA ไทย-EU ดันส่งออกโต 20-57% ใน 5 ปี เร่งดึงทุนไต้หวันเสริมต้นน้ำ
ดูทั้งหมด

เที่ยวไทย’63 สะดุด “โควิด” นักท่องเที่ยวต่างชาติหาย-รายได้เป็นศูนย์

01 ม.ค. 2564 | 09:13น.
สนามบิน

ในปี 2562 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 3.06 ล้านล้านบาท เติบโตราว 3% จากปี 2561 อันเป็นผลมาจากการหดตัวต่อเนื่องของตลาดต่างประเทศจนทำให้เติบโตน้อยกว่าเป้าหมาย

ททท.จึงวางเป้าสำหรับปี 2563 ไม่สูงนัก โดยคาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 3.18 ล้านล้านบาท เติบโต 4% จากปี 2562 โดยแบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 2.02 ล้านล้านบาท เติบโต 3% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40.8 ล้านคน และตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เติบโต 5%จากนักท่องเที่ยว 172 คน-ครั้ง เติบโต 3%

โดยในช่วงเวลานั้นยังเชื่อมั่นว่าแม้ไทยจะยังคงเผชิญกับปัจจัยลบต่อเนื่อง แต่น่าจะสามารถฝ่าวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจและดันให้ตลาดเติบโตได้

“โควิด” ทุบร่วงตั้งแต่ต้นปี

แต่ทันทีที่ก้าวสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน (25 มกราคม 2563) อันเป็นไฮซีซั่นของนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยก็เผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือในช่วงนั้นเรียกกันว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” หรือ “ไวรัสโคโรน่า” ในจีนที่เริ่มเข้มข้นขึ้น ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยหยุดชะงักลง นักท่องเที่ยวจีน บางส่วนที่เดินทางมาแล้วต่างรีบเดินทางเพราะกลัวว่าประเทศไทยจะปิดน่านฟ้า และพวกเขาจะไม่สามารถกลับคืนประเทศจีนได้

ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นอกจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยก็ได้เฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่ทำงานกับนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสมากที่สุดอย่างใกล้ชิด แต่สุดท้ายก็พบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคม

ขณะเดียวกัน “ไวรัสโควิด” ก็ได้แพร่ระบาดไปสู่หลาย ๆ ประเทศทั่วทุกภูมิภาคของโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของโควิด-19 กลายเป็นการระบาดใหญ่ระดับโลก ในวันที่ 11 มีนาคม 2563

ณ เวลานั้น ททท.และภาคเอกชนท่องเที่ยวต่างประเมินสถานการณ์และคาดการณ์กันว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดอาจกระทบกับ “นักท่องเที่ยวจีน” ราว 3 เดือน หรือรุนแรงสุดไม่น่าจะเกิน 6 เดือน เช่นเดียวกับการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อหลายปีก่อน

ปิดน่านฟ้า-ล็อกดาวน์ประเทศ

เมื่อสถานการณ์ทั่วโลกรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้มีผลในวันที่ 26 มีนาคม 2563 โดยมีประกาศห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาล ตั้งแต่คืนวันที่ 3 เมษายน 2563พร้อมสั่งให้ประชาชนชะลอการเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อควบคุมโรค

หลังจากนั้น “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยอมรับว่า วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด เพราะกระทบการเดินทาง การเคลื่อนย้ายคน และการอยู่ร่วมกันของคนจำนวนมาก ทำให้การท่องเที่ยวหายไปทั้งหมด ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเที่ยวไทย ส่งผลให้อัตราเข้าพักโรงแรมตกมาอยู่ที่ 0-5% เท่านั้น

ขณะที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินภาพการท่องเที่ยว ณ ขณะนั้นว่า หากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยน่ายังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสู่ประเทศปีนี้ราว
27 ล้านคน แต่หากสิ้นสุดในเดือนกันยายน คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยในปีนี้น่าจะอยู่ที่ราว 20 ล้านคน

และหากสถานการณ์การแพร่ระบาดลากยาวไปจนถึงสิ้นปี ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองไทยอาจจะลดลงเหลือเพียงแค่ประมาณ 10 ล้านคน

นั่นหมายความว่า นอกจากจะต้องจัดการสถานการณ์โควิด-19 ให้จบเร็วที่สุดแล้ว ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องหันมาพึ่งนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น

ด้านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ได้ให้ข้อมูลในช่วงนั้นว่า มีแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวถูกเลิกจ้างไปไม่ต่ำกว่า 25-30% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 1-1.2 ล้านตำแหน่งงาน และมีผู้ถูกลดรายได้จากการถูกลดเงินเดือน การพักงาน และการลางานโดยไม่รับเงินเดือนรวมกว่า 3 ล้านตำแหน่ง

รัฐเร่งคลอดมาตรการเยียวยา

หลังจากพบว่าทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และแรงงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นศูนย์มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 รัฐบาลจึงเร่งออกมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว ทั้งส่วนที่รวมกับผู้ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจด้านอื่น เพื่อช่วยเหลือเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

เช่น มาตรการเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19, มาตรการอุดหนุนประกันสังคมให้ช่วยจ่ายเงินชดเชยสำหรับแรงงานที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราว รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังคลายล็อกดาวน์ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “เที่ยวปันสุข”

2.24 หมื่น ล.หนุน “เที่ยวปันสุข”

วันที่ 16 มิถุนายน 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศโครงการ “เที่ยวปันสุข” ภายใต้งบประมาณรวม 22,400 ล้านบาท (15 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2563) แบ่งเป็น 2 โครงการย่อย คือ 1.โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” งบประมาณรวม 20,000 ล้านบาท และโครงการ “กำลังใจ” งบประมาณ 2,400 ล้านบาท

โดยโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” นั้น รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรม ที่พัก ในสัดส่วน 40% หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน (สูงสุดไม่เกิน 5 คืน) จำนวน 5 ล้านคืน (room night) สนับสนุนตั๋วเครื่องบิน ในสัดส่วน 40% แต่ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเที่ยว จำนวน 2 ล้านสิทธิ์ และคูปองอาหาร/ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว จำนวน 600 บาทต่อวัน (สูงสุดไม่เกิน 5 วัน)

ส่วนโครงการ “กำลังใจ” นั้นเป็นโครงการพาอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) เที่ยวฟรี จำนวน 1.2 ล้านคน งบประมาณ 2,000 บาทต่อคน

ทั้งนี้ ตั้งเป้าไว้ว่าตลอดโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดรายรับทางเศรษฐกิจรวม 1.39 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นรายรับจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จำนวน 1.23 แสนล้านบาท และจากโครงการ “กำลังใจ” จำนวน 1.58 หมื่นล้านบาท เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานภายใต้โครงการนี้อีกประมาณ 2.62 แสนคน

ไล่ปลดล็อก-กระตุ้นการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดตัวโครงการไป 4 เดือน (ตุลาคม) พบว่า โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ไม่ได้รับการตอบรับตามเป้าหมาย โดยมียอดจองสิทธิ์โรงแรมตามโครงการเพียงแค่ 30-40% เท่านั้น มีมูลค่าการใช้จ่ายงบประมาณสนับสนุนโครงการไปเพียงแค่ประมาณ 6,000 ล้านบาท

ทำให้รัฐบาลประกาศขยายโครงการเฟส 2 ทั้ง 2 โครงการไปสิ้นสุด 31 มกราคม 2564 พร้อมทั้งปรับปรุงเงื่อนไขการใช้สิทธิ์บางข้อเพื่อให้เกิดการใช้งานที่ง่ายขึ้น และสอดรับกับกำลังซื้อของคนไทยมากขึ้น

อาทิ เพิ่มจำนวนการใช้สิทธิ์ห้องพักจากสูงสุด 5 คืนต่อคน เป็น 10 คืนต่อคน เพิ่มมูลค่าสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบินจากเดิมสูงสุด 1,000 บาทต่อที่นั่ง เป็น 2,000 บาทต่อที่นั่ง รวมถึงใช้สิทธิ์ในภูมิลำเนาตามบัตรประชาชนได้ ฯลฯ ส่งผลการจองใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหมด 5 ล้านคืนในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

แต่ก็ยังพบว่างบประมาณยังเหลือ รัฐบาลจึงได้ต่ออายุโครงการอีกครั้ง (เฟส 3) ให้ไปสิ้นสุด 30 เมษายน 2564 พร้อมทั้งเพิ่มสิทธิ์ห้องพักอีก 1 ล้านคืน สะดุดทุจริต “เราเที่ยวด้วยกัน”

หลังรัฐบาลปรับเงื่อนและปลดล็อกการใช้สิทธิ์ในเฟส 2 (ตุลาคม) ทำให้มียอดการจองใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากประมาณ 14,000-15,000 คนต่อวัน ในช่วง 3 เดือนแรกของโครงการ เพิ่มเป็นประมาณ 50,000 คนต่อวัน ในช่วงกลางเดือนตุลาคม พร้อมทั้งเกิดกระแสข่าวการทุจริตของกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมมาเป็นระยะ

กระทั่งเช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2563 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ออกมาแถลงข่าวยอมรับว่าโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” มีปัญหาเรื่อง “ทุจริต” จริง พร้อมให้ข้อมูลว่า พบว่ามีผู้ประกอบการที่เข้าข่ายส่อทุจริตในส่วนของผู้ประกอบการโรงแรม 312 แห่ง และร้านค้า 202 ร้านค้า

โดยปัญหาที่พบมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ เข้าพักโรงแรมราคาถูก (โฮเทล) เช็กอินเข้าโรงแรมแต่ไม่เข้าพัก ได้ประโยชน์จากการใช้คูปอง, โรงแรมขึ้นราคาค่าห้อง เพื่อรับส่วนต่าง, โรงแรมยังปิดกิจการ แต่มีการขายห้องพัก,เข้าพักจริง เป็นกรุ๊ปเหมา ได้เงินทอน, เปิดให้จองห้องพักจำนวนมากกว่าห้องพักที่มีอยู่จริง (over capacity) แล้วส่งต่อให้โรงแรมอื่นเพื่อกินส่วนต่าง เป็นต้น

ประเด็นดังกล่าวนี้ ทางผู้ว่าการ ททท.ได้ไปยื่นหนังสือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อมูลผู้เข้าข่ายกระทำผิดไปแล้วเมื่อ 16 ธันวาคม 2563 ทั้งนี้ หากพบว่ามีการทุจริตจริง ททท.จะขึ้นแบล็กลิสต์และตัดสิทธิ์ไม่ให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าร่วมมาตรการรัฐทั้งหมดทุกโครงการในอนาคต และเรียกเงินคืนให้รัฐ

พร้อมทั้งดำเนินคดีด้านกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งทางแพ่งและอาญา เนื่องจากถือเป็นการทุจริตเงินรัฐ นอกจากนั้นจะทำการประกาศรายชื่อผู้ประกอบการที่ทุจริตทั้งหมดผ่านหน้าสื่อในทุกช่องทาง

ธุรกิจเข้าไม่ถึง “ซอฟต์โลน”

นอกจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” อีกหนึ่งในมาตรการเยียวยาที่มีปัญหามากที่สุด และได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการมากที่สุด คือ โครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ “ซอฟต์โลน”

โดยรัฐบาลยังได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ ด้วยการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจท่องเที่ยวภายใต้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1.5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% ระยะเวลา 2 ปี วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้ ฯลฯ ที่ทยอยออกมาเป็นระยะผ่านธนาคารของรัฐ

ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเงินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท (จาก 1.5 แสนล้านบาท) ให้กับธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ เพื่อประคองให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในภาวะเช่นนี้

แต่เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคธุรกิจท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง ไม่มีสินทรัพย์ ไม่มีระบบบัญชีที่แสดงรายได้รายจ่าย และตัวเลขผลกำไรที่ชัดเจน ทำให้ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารกระทั่งสิ้นสุดปี 2563 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ยังเข้าถึงซอฟต์โลนได้ในอัตราที่ต่ำมาก

ดันเปิดรับ นทท.ประเทศเสี่ยงต่ำ

นับจากวันที่รัฐบาลไทยประกาศปิดน่านฟ้าเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2563 ถึงวันนี้ถือว่าภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อกันนานถึง 9 เดือนเต็ม ๆ (ตั้งแต่เดือนเมษายน) ผู้ประกอบการ

โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดอินบาวนด์มีรายได้เป็นศูนย์ติดต่อกันมาเป็นเดือนที่ 9 เช่นกัน ขณะที่รัฐบาลใช้นโยบายเปิดรับต่างชาติเฉพาะกลุ่มเป็นหลัก อาทิ กลุ่มนักธุรกิจ, กลุ่มเข้ามารักษาพยาบาล, กลุ่มสมาชิกอีลิทการ์ด, กลุ่มลองสเตย์ ฯลฯ ซึ่งยังต้องเข้ามากักตัว 14 วัน ตามข้อบังคับของกระทรวงสาธารณสุข

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA ซึ่งดูแลตลาดทัวร์อินบาวนด์ (นักท่องเที่ยวขาเข้า) จึงได้พยายามวิเคราะห์ ศึกษา และมองหาโอกาสทางการตลาด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการด้วยการเดินหน้าผลักดันแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไปโดยไม่มีการกักตัว 14 วัน จากกลุ่มประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำ (สีเขียวเข้ม) พร้อมนำเสนอโมเดลการเปิดรับที่สามารถปฏิบัติและควบคุมได้จริงให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

โดยได้นำเสนอให้รัฐบาลเปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไปจากกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำจำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย จีน (22 มณฑล), เวียดนาม, ลาว, ไต้หวัน, นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, ดูไบ และมาเก๊า

ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลพบว่าใน 8 ประเทศดังกล่าว ในปี 2562 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทยราว 15 ล้านคน จากจำนวน 40 ล้านคน หรือเฉลี่ยประมาณ 1.2 ล้านคนต่อเดือน และในจำนวนนี้มีสัดส่วนรายได้รวมถึงประมาณ 40% ของรายได้จากตลาดต่างประเทศ 2 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลเปิดรับและมีนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเหล่านี้เดินทางเข้ามาสัก 10% จะทำให้มีรายได้ถึง 7.5 หมื่นล้านบาท

พร้อมระบุว่า แนวทางดังกล่าวนี้เป็นทางรอดเดียวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในขณะนี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวบางเซ็กเตอร์แทบไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลจากรัฐบาล

ขณะที่ล่าสุด สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงกลับมาระบาดในหลายประเทศ บวกกับความคืบหน้าของวัคซีนยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถออกมาใช้กันทั่วโลกได้เมื่อไหร่นี้ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังไม่สามารถคาดการณ์ภาพรวมของภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในปี 2564 นี้ได้ชัดเจนนัก…

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รายได้ท่องเที่ยว