“กสิกร” ได้ฤกษ์ลุยเวียดนาม เปิดสาขา “โฮจิมินห์” Q3 ปีนี้
“กสิกรไทย” คว้าไลเซนส์เปิดสาขาในประเทศ “เวียดนาม” แล้ว ปักธงเปิด “ธนาคารกสิกรไทย สาขาโฮจิมินห์” ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ใช้งบฯ 80 ล้านดอลลาร์ เล็งเจาะกลุ่มเอสเอ็มอีท้องถิ่น
ตั้งเป้าเติบโตก้าวกระโดด ทั้งด้าน “สินทรัพย์-รายได้” ปีละ 50% แตะเบรกแผนร่วมทุน “เอแบงก์” ในเมียนมาหลังมีเหตุการณ์ทางการเมือง ขณะที่การขยายสัดส่วนถือหุ้นแบงก์ใน “อินโดนีเซีย” คาดเสร็จปีนี้ เดินหน้าธุรกิจ”สปป.ลาว-กัมพูชา” ต่อเนื่อง ปลื้มธุรกิจใน “จีน” ขยายตัวดี-ไม่มีหนี้เสีย
นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ธนาคารได้รับอนุมัติใบอนุญาตจากธนาคารกลางเวียดนามในการจัดตั้งสาขาในประเทศเวียดนามเรียบร้อยแล้วหลังใช้เวลามา 5 ปี โดยคาดว่าภายในไตรมาส 3 ปีนี้จะสามารถจัดตั้งสาขาธนาคารต่างประเทศเต็มรูปแบบ (foreignbank branch) ได้ คือ “ธนาคารกสิกรไทย สาขาโฮจิมินห์” ใช้เงินลงทุนประมาณ 80 ล้านดอลลาร์ โดยสามารถทำธุรกรรมได้ครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนาม
“เวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างรวดเร็ว มีกระแสเงินลงทุนเข้าไปลงทุนในเวียดนามค่อนข้างมากโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก เช่น กลุ่มการผลิต พลังงาน ค้าปลีก เป็นต้น ถือเป็นโอกาสที่ธนาคารจะเข้าไปให้การสนับสนุนเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้” นายภัทรพงศ์กล่าว
ทั้งนี้ แม้ว่าการแข่งขันของสถาบันการเงินในเวียดนามค่อนข้างรุนแรง แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน จึงเป็นโอกาสให้ธนาคารกสิกรไทยเข้าไป โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากสถาบันการเงินในเวียดนามจะมุ่งการเติบโตในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า โดยขณะนี้มีกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) ระดับโลกที่สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมกับธนาคารในการสร้าง ecosys-tem ในการขยายธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุย
“ธนาคารจะเข้าไปขยายการเติบโตในกลุ่มเอสเอ็มอี โดยการร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นธุรกิจท้องถิ่นผ่านการสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน (unbank) และกลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีโอกาสเติบโตได้” นายภัทรพงศ์กล่าว
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า เป้าหมายการเติบโตในเวียดนามนั้น เบื้องต้นธนาคารตั้งเป้าเติบโตทั้งในแง่สินทรัพย์และรายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 50% ในทุกปี
อย่างไรก็ดี ในปีนี้อาจจะยังไม่เห็นการเติบโตในแง่สินทรัพย์และรายได้ เนื่องจากธนาคารเพิ่งเริ่มดำเนินการขณะที่การขยายธุรกิจในประเทศอื่น ๆ นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ภายในปีนี้ธนาคารน่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารแมสเปี้ยน (PT Bank Maspion Indonesia Tbk) ประเทศอินโดนีเซียเป็น 40% จากเดิมที่ธนาคารกสิกรไทยถือหุ้นในสัดส่วน 9.99% ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติจากสำนักงานกำกับดูแลธุรกิจการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยใช้วงเงินลงทุนราว 30 ล้านดอลลาร์
ส่วนในกัมพูชาและ สปป.ลาวยังคงขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตามแผนการเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ในเมียนมา เนื่องจากมีสถานการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น ธนาคารจำเป็นต้องชะลอแผนการลงทุนที่จะเข้าร่วมทุนในธนาคารเอยาวดี ฟาร์มเมอร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ แบงก์ (A bank) ในสัดส่วน 35% หลังจากได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาออกไปก่อน เพื่อรอดูความชัดเจน
นายภัทรพงศ์กล่าวด้วยว่า ส่วนการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนถือว่ายังเติบโตต่อเนื่อง โดยธนาคารมุ่งเน้นปล่อยสินเชื่อใน 3 เซ็กเมนต์ ทั้งในส่วนที่เป็นซัพพลายเชน กลุ่มรายย่อย และกลุ่มไมโคร โดยเฉพาะกลุ่มไมโครและรายย่อย ซึ่งธนาคารจะเน้นปล่อยสินเชื่อแบบมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนา หรือเพิ่มผลิตภาพ ไม่เน้นสร้างหนี้ครัวเรือน ปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างในจีนอยู่ที่ 8,000 ล้านหยวน และในปี 2564 ยังคงตั้งเป้าเติบโตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง
“จีนยังเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตธุรกิจรวดเร็ว และคุณภาพสินเชื่อที่ปล่อยดีมาก ไม่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เลย เพราะมีการติดตามที่ดีและมีการค้ำประกัน โดยปีนี้เรายังคงเดินหน้าตั้งเป้าเติบโตอยู่โดยเราจะเน้นปล่อยให้ผู้กู้ไมโครไปสร้างแวลูให้ตัวเอง เช่น การพัฒนาการศึกษา หรือทำธุรกิจ เหล่านี้เราได้ร่วมกับพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มในการปล่อยสินเชื่อ” นายภัทรพงศ์กล่าว