Skip to content

ภารกิจ “สุชาติ” ปิดกิจการ 29 จังหวัด จัดสรรเงินเยียวยาแรงงาน 6 หมื่นล้าน

07 ส.ค. 2564 | 09:07น.
ภารกิจ “สุชาติ” ปิดกิจการ 29 จังหวัด จัดสรรเงินเยียวยาแรงงาน 6 หมื่นล้าน

โควิด-19 ระลอก 4 เมษายน 2564 “กึ่งล็อกดาวน์” 29 จังหวัด ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด-พื้นที่สีแดงเข้ม กระทบผู้ประกอบการ ลูกจ้าง-แรงงาน ภาคการผลิตเป็นเงาตามตัว

ไซต์ก่อสร้าง-แคมป์คนงาน กลายเป็น “จุดเสี่ยง” ของการแพร่ระบาดโควิด-19 จนต้องงัดยุทธวิธี bubble and seal รับมือบริษัท ห้างร้าน-โรงงานกลายเป็น คลัสเตอร์สีแดง ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดมิหนำซ้ำไซต์ก่อสร้าง-แคมป์คนงานเข้ามาผสมโรง

“สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ในฐานะที่ต้องแบกภารกิจ การจัดการจากผลสะเทือนการปิดกิจการ 29 จังหวัด เปิดเผยถึงภารกิจที่กองอยู่ตรงหน้าว่า “เอาอยู่” บนสมมุติฐานว่าการขยายมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ออกไปอีก 1 เดือน เป็น “ปัจจัยบวก” ให้จำนวนผู้ติดเชื้อ “นิ่ง” และ “ลดลง” อย่างมีนัยสำคัญราวครึ่งหลังเดือนสิงคมคม-กันยายน 2564

“เดือนนี้ทั้งเดือนจะเป็นการล็อกดาวน์และเยียวยา เดือนกันยายนตัวเลขผู้ติดเชื้อจะค่อย ๆ ลดลง ตัวเลขผู้รักษาหาย กลับบ้านได้ก็จะเพิ่มขึ้น และการทยอยฉีดวัคซีน”

“สุชาติ” กำลังจะทำโครงการ “Factory Sandbox” เพื่อควบคุมธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกให้คงอยู่ได้และปลอดภัย 100% เป็น “แรงส่ง” ให้ “เครื่องยนต์ส่งออก” ที่เป็น “พระเอก” ของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ขับเคลื่อนทดแทนเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวที่หยุดชะงัก

“สุชาติ” จึงกำลังขะมักเขม้นเพื่อเสนอศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบค.) เร็ว ๆ นี้ เมื่อทุกอย่างมีบทสรุปจะประกาศให้โรงงานส่งออกมาสมัครเข้าร่วมโครงการ

“เราเลือกเฉพาะโรงงานส่งออก สมมุติว่าโรงงานมีพนักงาน 500 คน ตรวจ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจพบคนติดเชื้อ 100 คน จะนำไปรักษาทั้งหมด ผ่านโรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม อีก 400 คนที่เหลือถ้ายังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะฉีดวัคซีนให้ครบทุกคน หลังจากนั้น ต้องตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ส่งออกก็จะอยู่ได้ โรงงานก็ไม่หยุด เยียวยาชดเชยก็ไม่ได้มาก”

โดยประสานกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีกระทรวงแรงงานเป็น “หัวเรือใหญ่”

“สุชาติ” ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ Factory Sandbox ว่า สมมุติทำที่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร และชลบุรี ทดสอบให้เป็นโมเดลต้นแบบ เพื่อขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ เพื่อ “รักษาการส่งออก”

“รมว.แรงงาน” ยืนยันว่า คลัสเตอร์โรงงาน คลัสเตอร์ไซต์ก่อสร้าง-แคมป์คนงาน “ปิดช่องโหว่” และ “ตัดวงจร” การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งหมดแล้ว

“แคมป์คนงานจบหมดแล้ว ฉีดวัคซีนครบ ตรวจเชิงรุกครบ ทยอยเปิดไซต์ก่อสร้างได้ ผมพูดจริงทำจริง ปิดแล้วต้องจบ ตอนนี้ตรวจแล้ว 588 แคมป์ ผ่านเกณฑ์ 482 แคมป์ ผ่านแล้วก็เปิดทำงานได้”

“สุชาติ” ทิ้งท้ายว่า “ปิดแล้วต้องจบ”

นอกจากมาตรการ “กึ่งล็อกดาวน์” ที่กำลังออกฤทธิ์ “เม็ดเงิน” ในระบบ-เงินนอกระบบ กำลังทำงานแข็งขัน โดยเฉพาะ “เงินกู้” ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท-เงินกู้ “ก้อนใหม่” 5 แสนล้าน เยียวยาแรงงานในระบบ-นอกระบบ

10 จังหวัดแรก กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร และจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และเพิ่มอีก 3 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา

ล่าสุดขยายอีก 16 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง

ประมาณการจำนวน “นายจ้าง” กลุ่มเป้าหมาย รับเงินเยียวยาตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อคน สูงสุด 200 คน จากเดิม 38,128 ราย เป็น 176,619 ราย หรือมีลูกจ้าง 2,412,877 ราย วงเงิน 7,238,631,000 บาท

ประมาณการจำนวน “ลูกจ้าง” ผู้ประกันตนมาตรา 33 กลุ่มเป้าหมาย รับเงินเยียวยา 2,500 บาทต่อคน จากเดิม 603,560 คน เป็น 3,115,622 คน วงเงิน 7,789,055,000 บาท

แยกเฉพาะ 3 จังหวัดเพิ่มเติม-พื้นที่อุตสาหกรรม พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งถูกกำหนดเป็น “พื้นที่สีแดงเข้ม” ให้ผู้ประกอบการ 19,000 ราย ลูกจ้างมาตรา 33 จำนวน 272,000 ราย

ขณะที่แรงงานในระบบ มาตรา 39 ชลบุรี 9.1 หมื่นราย ฉะเชิงเทรา 2.3 หมื่นราย พระนครศรีอยุธยา 3.4 หมื่นราย และมาตรา 40 ในจังหวัดชลบุรี 6.6 หมื่นราย ฉะเชิงเทรา 3.5 หมื่นราย พระนครศรีอยุธยา 3.6 หมื่นราย รับเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อคน

16 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 360,000 คน และผู้ประกอบการ จำนวน 30,000 ราย รวมเบ็ดเสร็จ 29 จังหวัด 9 กิจการ แต่ยังไม่สะเด็ดน้ำใช้งบประมาณ จากเดิม 30,000 ล้านบาท เป็น 60,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเยียวยาลูกจ้าง-แรงงานผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้รับการเยียวยาผ่านโครงการ “ม 33 เรารักกัน” เฟสแรก คนละ 4,000 บาท และเฟส 2 คนละ 2,000 บาท จำนวน 8.1 ล้านราย วงเงิน 48,585 ล้านบาท

รวมถึงโครงการ “เพิ่มกำลังซื้อ” ที่มี “ผู้ประกันตน” ได้รับอานิสงส์ อาทิ 1.โครงการชดเชยรายได้แก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน ภายใน 15 เดือน คนละ 5,000 บาท 3 เดือน 13,900 ราย วงเงิน 208.9 ล้านบาท

นับการ “ลดส่งเงินสมทบ” เข้ากองทุนประกันสังคมเดิม ร้อยละ 5 ของนายจ้าง-ลูกจ้าง 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 มี.ค.-พ.ค. 63 ครั้งที่ 2 ก.ย.-พ.ย. 63 ครั้งที่ 3 ม.ค.-มี.ค. 64 ครั้งที่ 4 มิ.ย.-ส.ค. 64

ทำให้ “เงินสมทบ” ลดลง 88,831 ล้านบาท โดยผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบลดลง 56,659 ล้านบาท นายจ้างลดลง 32,172 ล้านบาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงแรงงาน