ลุ้นอย่างหนัก ว่าจะได้เซ็นสัญญา หรือไม่ ในฐานะผู้ชนะประมูลชุดตรวจโควิด แอนติเจน เทสต์ หรือ แอนติเจน เทสต์ คิท (ATK) จำนวน 8.5 ล้านชุด มูลค่า 1,014 ล้านบาท ที่องค์การเภสัชกรรม ได้ผู้ชนะการประมูลแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา
แต่จนถึงวันนี้ (20 สิงหาคม) ก็ยังไม่มีการลงนามในสัญญา เพราะประเด็น นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการ เรื่องการจัดซื้อเอทีเค ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุคุณสมบัติชุดตรวจโควิดว่า จะต้องมีองค์การอนามัยโลก (WHO) รับรอง ทำให้หลาย ๆ ฝ่ายตั้งคำถามว่า การประมูลดังกล่าวจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่และอย่างไร
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานเจ้าของงบฯ 1,014 ล้านบาท ถึงการประมูลดังกล่าวไว้ดังนี้
Q : หลังจากที่ องค์การเภสัชฯ ได้ดำเนินการประมูลเอทีเค และได้ผู้ชนะแล้ว องค์การเภสัช ได้มีหนังสือแจ้งมายัง สปสช. หรือ ยัง
แจ้งมาเมื่อวาน (19 สิงหาคม) แจ้งมาแล้ว
Q : จะเซ็นสัญญาเมื่อไหร่
เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับทางโน้น หนังสือที่แจ้งมาทาง สปชส. เป็นการแจ้งให้เราทราบขบวนการ ทราบผลลัพธ์จากนั้นเราก็แจ้งต่อไปที่ รพ.ราชวิถี ที่เป็นคนซื้อให้รับทราบ เราก็จะแนบความเห็นของอนุกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องไปด้วย เพื่อประกอบการลงนามในสัญญาต่อไป
ตอนนี้กำลังอยู่ในโปรเซสของหนังสือราชการ
Q : ต่อกรณีที่ท่านนายกฯมีข้อสั่งการ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่กำหนดคุณสมบัติเอทีเคว่า จะต้องมีองค์การอนามัยโลก (WHO) รับรอง จะมีผลอย่างไรหรือไม่
เรื่องนี้จะเห็นหน้าที่ของ รพ.ราชวิถี เพราะท่านนายกฯ สั่งการไปยังหน่วยราชการทุกแห่งที่มีหน้าที่ในการจัดซื้อ เอทีเค ในอนาคตต่อไปหน่วยงานไหนที่จะซื้อ เอทีเค จะต้องเป็นไปตามข้อสั่งการท่ายนายกฯด้วย
พูดง่าย ๆ ต้องคำนึงถึงข้อสั่งการของท่านนายกฯด้วย
แต่บังเอิญว่า ของเรานี่ มันเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่งที่มีการจัดซื้อพอดี และคงจะเป็นหน่วยงานแรกที่ต้องเอาข้อสั่งการดังกล่าวมาดูมาพิจารณา ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร
Q : จากข้อสั่งการของท่านนายกฯ ดังกล่าว จะทำให้การจัดซื้อเอทีเค หรือการเซ็นสัญญากับ ออสท์แลนด์ฯ ต้องกลับมาทบทวนใหม่หรือไม่
ประเด็นนี้ พอดีมันอาจจะเป็นเรื่องของระเบียบ เรื่องวิธีการปฎิบัติของราชการ อาจจะบอกยากนิดหนึ่ง
บางทีคำว่าข้อสั่งการ มันไม่เหมือน มติ ครม. แม้จะเป็นข้อสั่งการ หรือ มติ ครม. ที่เป็นคำสั่งทางบริหาร ซึ่งปกติต้องปฎิบัติอยู่แล้ว แต่ดีกรีของข้อสั่งการ ไม่ทราบจริง ๆ
แต่การที่เราเป็นหน่ายงานราชการ เมื่อผู้บังคับบัญชา มอบหมายหรืออะไร โดยวิธีปฎิบัติ คงจะต้องนำมาพิจารณา
Q : ที่ผ่านมา ชุดตรวจเอทีเคของผู้ชนะการประมูลถูกติงในหลายๆ ประเด็น ท่านมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร
จริง ๆ แล้ว เรื่องพวกนี้ มันเป็นวิทยาศาสตร์ และเป็นอะไรที่สามารถพิสูจน์ได้อยู่แล้ว โดยอาจจะการพิสูจน์ในลักษณะของแล็ป หรือถ้ายังไม่มั่นใจก็นำไปพิสูจน์ในสนามจริง อีกด้านหนึ่งก็ต้องนำมาเทียบว่า เมื่อราคามันลดลง คุณภาพในบางมุมที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันต่ำกว่า มันรับได้กับราคาที่ได้หรือไม่
จริงๆ แล้ว มันไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับสถานกาณ์ สปสช.เอง ในแง่หนึ่งเราอยากได้ของมาให้ประชาชน อาจจะเป็นว่าของที่นำมาให้ประชาชนนั้น เมื่อได้มาแล้วกว้างขวางพอมั๊ย ผลลัพท์ทำให้เราทำงานได้หรือไม่ อันนั้นจะเป็นมุมของเรามากกว่า ถ้าเราลงในเรื่องเทคนิคมาก ท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็จะกังวล
เรื่องนี้ถ้ามีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรงนี้โดยตรง และดำเนินการพิสูจน์ทราบให้เห็นได้ก็จะดีมาก
Q : ดูจากกระบวนการ กว่าจะได้ชุดตรวจมาจะช้าหรือไม่
พูดตรง ๆ สปสช. อยากจะได้เร็ว แต่การที่เราบอกว่าอยากจะได้เร็ว อาจจะหมิ่นเหม่ในการไปกดดันผู้ทำงาน จึงระมัดระววังคำพูดอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวจะมาบอกว่า เรามีการล็อกเลิ๊กกดดันอะไรหรือไม่
โอเค สปสช. ไม่ได้มีอำนาจ เราเข้าใจ แต่ว่าในฐานะเป็นคนตั้งงบประมาณ และอยากให้ประชาชนได้ ก็ด้วยความบริสุทธิใจ ไม่มีเป้าหมายที่จะต้องไปกดดันอะไรให้ท่านเกิดความลำบากใจ
Q : ในฐานะเจ้าของเงินกว่า 1 พันล้านบาท ถ้าได้ของไม่มีคุณภาพมาใช้จะรู้สึกเสียดายเงินหรือไม่
ประเด็นนี้ก็เป็นมุมมองที่อาจจะคิดได้ แต่ต้องเรียนว่ามันมีกติกาของมันอยู่
ถ้ามาถูกต้องตามกติกา เราปฎิบัติราชการ เราต้องยอมรับ ถ้าเราซื้อส่วนตัวเราคงไม่มีปัญหาอะไร แต่บางครั้งในการพิจารณาในเชิงของการปฎิบัติราชการนี่ หนึ่งถ้ากติกามาแบบถูกต้อง อันนี้เราคงต้องโอเคถือว่าถูก ส่วนในปลายทางจะเป็นอย่างไร ก็จะต้องมาดูกันอีกครั้งหนึ่ง
ต้องเข้าใจว่า บางทีแม้เราคิดได้ แต่เราอาจจะไม่สามารถก้าวล่วงได้มากกว่าสิ่งที่เรามีบทบาท เพราะนี่มันเป็นระบบราชการ
แต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านยังให้โอกาสเราลงไปดูในภาคสนามเป็นอย่างไร ไปติดตาม ผมคิดว่านี่ คือ ระบบที่เราสามารถดำเนินการได้ ถ้าผลลัพทธ์ในภาคสนามที่ประชาชนใช้แล้วไม่เกิดประโยชน์จริงๆ อันนี้ก็ต้องเรียนว่ามันก็เสียดาย แต่มันยังไม่เกิด เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเรายังต้องลงไปพิสูจน์กันจริงๆ ก่อน
Q : เรื่องของการจัดซื้อ เอทีเค ท่าน ผอ.องค์การเภสัช ได้มีการหารือมายังท่านเลขาฯบ้างหรือไม่
ไม่มีนะ เพราะว่า เข้าใจว่าเรื่องนี้มันมีวิธีปฎิบัติของท่านอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีการมาถามโน่นถามนี่อะไร
เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องแรกที่เรามีการจัดซื้อ ทุกปีก็มีการจัดซื้อผ่านองค์การเภสัชฯ อยู่แล้ว และเป็นงบประมาณจำนวนมาก เพียงแต่ เอทีเค อาจจะเป็นเรื่องที่มีประเด็นทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องก็ไม่เป็นไร ก็ว่ากันไป
เรื่องนี้คงต้องรอดูกันนิดหนึ่ง
Q : เท่าที่ฟังดู ตอนนี้คงยังไม่ถึงโปรเซสของการเซ็นสัญญากันในเร็ววันนี้
ผมไม่แน่ใจ ต้องทางโน้นนะ มันจะช่วงเร็ว ๆ นี้หรือเปล่า
ตอนแรกที่มีข่าวในทำนองที่ว่า ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข (นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต) ในฐานะประธานบอร์ด องค์การเภสัช จะให้มีการพิสูจน์ทราบก่อนว่าคุณภาพเป็นอย่างไร ท่านคงมีกระบวนการของท่าน
Q : การจัดซื้อ เอทีเค ครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนที่สำคัญของ สปสช. ในฐานะเจ้าของเงินพันล้าน แต่อาจจะทำอะไรไม่ได้มาก ในอนาคตจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างไรบ้าง
จริง ๆ ผมคิดว่า การที่ทำอะไรไม่ได้มาก สำหรับส่วนตัวไม่ได้คิดเช่นนั้น ในทางสังคมก็เข้าใจว่าเรามีเจตนาอย่างไร บางเรื่องเป็นเรื่องที่เรามองสถานการณ์แล้วเสนอเป็นนโยบายมากกว่า ถ้าสังคมรับได้ว่า การที่จะส่งให้ประชาชนได้นำไปตรวจก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
เพียงแต่ว่า เมื่อได้งบประมาณมาแล้ว ก็จะมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจจะมิใช่เราจะเข้าไปควบคุมได้ทั้งหมด
ที่จริงไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ว่าเราก็มีการขอความร่วมมือ ก็ไมอยากให้มองว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นเชิงลบอย่างเดียว ในเชิงบวกหากเราเป็นคนทำเองก็อาจจะมีภาพของความไม่โปร่งใสอีกแบบหนึ่งก็ได้
ผมมองในแง่บวก อย่างไปมองในแง่ลบทั้งหมด เมื่อมีอุปสรรคอะไรก็ต้องแก้ไป
Q : ท่านเลขาฯ มีอะไรจะให้ความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องการจัดซื้อเอทีครั้งนี้หรือไม่
จริงๆ อยากให้ของมาเร็วนิดหนึ่ง เพราะตอนนี้สถานการณ์กำลังน่าจะได้มาใช้ จริงๆ
ที่กังวลคือกังวลเรื่องเวลา ส่วนเรื่องของรับได้ไม่มีปัญหาอะไร