สุชาติ ปลุก SMEs ลุยต่อ เร่งเยียวยา-รักษาจ้างงานหัวละ 3,000บาท 3 เดือน
“สุชาติ” รมว.แรงงานปลุกเอสเอ็มอีต้องเดินหน้าต่อ เร่งเยียวยาผู้ประกอบการรักษาการจ้างงานหัวละ 3 พัน 3 เดือน ไม่ดีขึ้นเล็งช่วยต่อให้พ้นวิกฤต แนะสถาบันการเงินคิดมุมกลับปล่อยเงินทุน
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ “รู้แล้วรวย ฮีโร่ SMEs กู้วิกฤต ไปต่อแบบไม่มีร่วง” ในหัวข้อ ปลุกพลัง สร้างทางรอด SMEs ว่า ขอขอบคุณคณะผู้จัดงานในนามบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ที่ได้จัดงานนี้ขึ้น โดยตนและผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้เข้าร่วมในการสัมมนาในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์กับประชาชน เพื่อสร้างพลังใจให้ธุรกิจ SMEs ได้เดินต่อ เป็นธุรกิจที่มีคุณค่าต่อฐานรากของประเทศไทยอย่างยิ่ง รวมถึงนานาประเทศด้วย
นั้นเพราะธุรกิจรายใหญ่ หรือธุรกิจสตาร์ทอัพ(Start Up) ทั่วโลก จะเติบโตได้จะต้องโตมาจาก SMEs ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับธุรกิจ SMEs อย่างมาก ซึ่งนโยบายการแก้ไขปัญหานำไปสู่การผลักดันธุรกิจ SMEs จะต้องมาจากข้อมูลที่จับต้องได้ และเสถียรที่สุด
นายสุชาติ กล่าวว่า เข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ส.ค.63 ได้นำข้อมูลทั้งหมดผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม กว่า 11 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างด้าว 1 ล้านคน พบว่าอยู่ในธุรกิจ SMEs ประมาณ 5.6 ล้านคนหรือครึ่งหนึ่ง ขณะที่ บริษัทผู้ประกอบการในม.33 กว่า 4.9 แสนกิจการ เป็นธุรกิจ SMEs กว่า 3.9 แสนกิจการ
ดังนั้น การจ้างงานในประเทศกว่า 80% มาจากธุรกิจ SMEs และลูกจ้างอีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ในธุรกิจดังกล่าว
“ภาวะโควิด-19 ที่ผ่านมา เราพบว่าธุรกิจที่มีความอ่อนไหวที่สุด คือ SMEs ช่วงที่คนออกจากงานเดือนละ 1-2 แสนคน ส่วนมากก็มาจากธุรกิจนี้ เพราะ ความแข็งแรงทางการเงิน ระบบเงินทุนที่สะสมไว้ ยังไม่เพียงพอต่อการรักษาหรือรับพายุที่โหมกระหน่ำในปี 2563 ได้ แต่หลังจากรัฐบาลแก้ปัญหาควบคุมการระบาดได้ ก็ปลอดเชื้ออยู่ช่วงหนึ่ง ออกมาตรการเยียวยา อาทิ เราชนะ คนละครึ่ง ก็มีการจ้างงาน SMEs เป็นกราฟขึ้นสูงอีกครั้ง ดังนั้น ธุรกิจนี้จะสวิงตามนโยบายของรัฐบาลและอุปสรรคของเศรษฐกิจโลก” นายสุชาติกล่าว
นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่า ธุรกิจ SMEs ประเภทการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร มีความอ่อนไหวที่สุด ช่วงโควิด-19 ที่มีมาตรการต่างๆ ส่งผลต่อการเลิกจ้างและปิดตัวลง เนื่องจากความแข็งแรงธุรกิจ เงินทุนไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงธุรกิจ ตนจึงนำเสนอโครงการเยียวยาให้กับผู้ประกอบและลูกจ้างในธุรกิจ SMEs เพื่อประคองให้ผ่านวิกฤตในช่วงสั้นๆ นี้เพื่อให้ตั้งหลักเดินต่อได้
เราคำนึงเสมอว่า “SMEs ล้มไม่ได้ หากล้มจะทำให้มีคนออกจากงานเป็นหลักล้านได้” เป็นที่ของนโยบายประคับประคองธุรกิจ SMEs ให้อยู่รอด ปลอดภัยในเวลา 3 เดือน เพื่อการบริหารงานคราวละ 1 ไตรมาส หากยังไม่ดีขึ้น ก็สามารถดำเนินการต่อได้ อย่างไรก็ตาม ตามระบบประกันสังคม ธุรกิจ SMEs ที่มีลูกจ้าง 1-200 คน โดยนับจากลูกจ้างคนไทยเท่านั้น เพราะเงินอุดหนุนนี้มาจากงบเงินกู้ของประเทศ มีประมาณ 5 ล้านกว่าคน
ทั้งนี้จากการหารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ทำให้เรารู้ว่า ธุรกิจนี้จะอยู่รอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรายจ่ายที่ถูกำหนดไว้แล้ว(Fixed cost) เช่น ค่าเช่า เงินเดือน จึงมีนโยบายการช่วยเหลือหัวละ 3 พันบาท โดยมีเงื่อนไขว่าธุรกิจจะต้องรักษาการจ้างงานไว้ด้วย
“แม้เราจะช่วยเหลือนายจ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะอ้อมไปถึงลูกจ้าง เพราะการเยียวยา SMEs ครั้งนี้ ต้องรักษาการจ้างงาน เช่น 100 คนรายหัว บริษัทนั้นห้ามเอาคนออกเกิน 5 คน หรือ 5% ดังนั้น ระบบลูกจ้าง SMEs ของประเทศที่มีกว่า 5 ล้านคน คิด 5% ก็จะอยู่ที่ 2 แสนกว่าคน ดังนั้น เราต้องรักษาการจ้างงานให้ได้” นายสุชาติ กล่าวและว่า
นี่จึงเป็นนโยบายล่าสุดในการเยียวยาผู้ประกอบการ และกำลังเปิดให้ลงทะบียนอยู่
นายสุชาติกล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างมาก โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงไปช่วยธุรกิจการขายออนไลน์ เปิดอบรมหลักสูตรการขาย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงระบบแพลตฟอร์ม มีองค์ความรู้ด้านธุรกิจ ทั้ง การขาย การออกแบบผลิตภัณฑ์ การแพ็คสินค้าอย่างทันสมัย
นอกจากนั้น เราได้สนับสนุนการจัดหางานให้แรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย เช่น ภาคธุรกิจเกษตรที่ประเทศอิสราเอล มีแรงงานคนไทยไปทำงานปีละกว่า 5-6 พันคน เมื่อกลับมาไทย ก็มาบูรณาการ จัดการไร่นาของตัวเอง สร้างธุรกิจของตัวเองได้
“ผมให้นโยบายกับท่านปลัดกระทรวงฯ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ในทุกมิติ เช่น แหล่งเงินทุน แม้เราไม่มีให้กู้แต่ก็ประสานไปยังสถาบันการเงิน สอนทำบัญชีถูกต้องต่อการยื่นกับธนาคาร ทางกรมพัฒน์ฯ ก็ลงพื้นที่สำรวจแหล่งทรัพยากรในจังหวัด ให้เกิดการพัฒนาเป็นสินค้า แปรรูปให้เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชน เติบโตเป็นธุรกิจใหญ่ได้” นายสุชาติ กล่าว
นอกจากนี้ยัง ได้เน้นย้ำกับหน่วยงานในกำกับอยู่เสมอถึงการประสานความช่วยเหลือธุรกิจเพื่อสินเชื่อ SMEs เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจ ตนได้เรียนกับท่านนายกฯ อยู่ตลอดว่า หากธุรกิจนี้หากมีความแข็งแรง ก็จะเกิดการจ้างงานมากขึ้น จาก 5 ล้านคนก็เป็น 7-8 ล้านคนได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ความใส่ใจของภาคราชการด้วย ความสำคัญของการลงทุนธุรกิจขนาดเล็กที่มีเครื่องมือน้อยกว่าธุรกิจรายใหญ่ ทั้งด้านสถาบันการเงิน สินเชื่อที่ถูกกว่า จะเห็นได้ว่าธุรกิจขนาดเล็กดอกเบี้ยแพงกว่า ทั้งทีการลงทุนครั้งแรกดอกเบี้ยควรจะต่ำกว่า แต่ด้วยธนาคารมองถึงความอ่อนไหวในธุรกิจ SMEs นี่คือตรรกะหนึ่งที่ต้องคิดมุมกลับบ้าง