มหกรรมแก้จน ทิ้งทวนประยุทธ์ 2 ตกเขียวกลุ่มเปราะบาง 10 ล้านคน
ปี 2565 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” เป็นปีแห่งการแก้หนี้ครัวเรือน ทิ้งทวนก่อนครบวาระ-ครบเทอม
โครงสร้างแก้หนี้-ขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ มีคณะกรรมการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คจพ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็น “กัปตันแก้จน” มีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (อขจพ.) และคณะอนุกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (อตจพ.) เป็นแขน-เป็นขา
โดยมี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย “นั่งหัวโต๊ะ” ขนาบข้างด้วย “ปลัดเก่ง” สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นมือขวา-มือซ้าย
ภายใต้ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เป็น “ร่มใหญ่” ขับเคลื่อนในระดับจังหวัด-อำเภอ-ตำบล และพื้นที่ ประกอบด้วย
ระดับจังหวัด ศจพ.จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน จำนวน 76 ศูนย์ ศจพ.กรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 1 ศูนย์
ระดับอำเภอ ศจพ.อำเภอ นายอำเภอเป็นประธาน จำนวน 878 ศูนย์ ศจพ.เขต จำนวน 50 ศูนย์ ศจพ.เขตเทศบาลนคร/เทศบาลเมือง/เมืองพัทยา
ระดับตำบล ทีมปฏิบัติการ ปลัดอำเภอเป็นหัวหน้าทีม จำนวน 7,245 ทีม แบ่งออกเป็น ระดับตำบล 7,079 ทีม และระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 166 ทีม
ระดับพื้นที่ ทีมพี่เลี้ยง (ข้าราชการ นักศึกษา) 1 ทีม 3-5 คน ดูแล 10-15 ครัวเรือน ตรวจสอบข้อมูลครัวเรือน
เป้าหมาย จัดทำแผนชีวิต
“ทีมพี่เลี้ยง” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ส่งไปเคาะประตูทุกบ้าน-รายครัวเรือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564-30 กันยายน 2565 พุ่งเป้ารายครัวเรือน 4 เรื่องเร่งด่วน ได้แก่ สุขภาพ ความเป็นอยู่ รายได้ และการศึกษา
สำหรับงบประมาณการดำเนินงานของ ศจพ. ในระดับต่าง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายงานธุรการ ค่าเบี้ยประชุม ศจพ.ในทุกระดับ ค่าเบี้ยเลี้ยง ในการลงพื้นที่ของทีมปฏิบัติการ และทีมพี่เลี้ยง เบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท/ตำบล/ปี หรือคิดเป็น 250 ล้านบาทต่อปี
สำหรับกลุ่มเป้าหมายในระดับพื้นที่ที่เร่งให้ความช่วยเหลือ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มคนเป้าหมายในระบบ TPMAP ในปี 2565 จำนวน 1,025,782 คน เพิ่มขึ้น 42,466 คน จากปี 2562 ที่อยู่ที่ 983,316 คน
2.กลุ่มครัวเรือน/เปราะบาง โดยในปี 2562 มีจำนวนครัวเรือน/คนเปราะบางทั้งประเทศ 4,104,450 ครัวเรือน 10,754,205 คน
โดยข้อมูลระดับพื้นที่มาจาก “แบบสอบถาม” ทั้งในแบบสอบถาม “ระดับครัวเรือน” และแบบสอบถาม “ระดับบุคคล” ซึ่ง “สภาพัฒน์” สำรวจแบบสอบถามไปแล้ว 5 จังหวัด ได้แก่
พิษณุโลก (ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย ต.หนองกุลา อ.บางระกำ) สงขลา (ต.คอหงส์ และ ต.คลองอู่ตะเภา อ.เมืองหาดใหญ่ ต.ชะแล้ อ.สิงหนคร) นครสวรรค์ (ทุกอำเภอ) กทม. (เขตบางกอกน้อยและบางพลัด) และ อุดรธานี
เป็นการสำรวจ “มิติความขัดสน” 5 มิติ ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 2.การศึกษาและทักษะที่จำเป็น 3.ความขัดสนด้านสุขภาพ 4.คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และ 5.การเข้าถึงความช่วยเหลือ “อยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน”
โดย “สภาพัฒน์” จะนำ “เมนูแก้จน” ไป “แก้จน” ต่อไป เช่น ขั้นของการ “อยู่รอด” อุดหนุนค่าเช่าบ้านผู้มีรายได้น้อย โดยได้รับส่วนลดค่าเช่าบ้าน (คูปอง) เหมือนสหรัฐและเนเธอร์แลนด์ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในหมู่บ้านยากจนและห่างไกล เช่นเดียวกับจีน และสามารถนำไปขายได้ โดยรัฐช่วยลงทุนและเป็นหุ้นส่วน
การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรี การหาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นให้กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย กรณีศึกษาของอินเดีย แจกจ่ายสินค้า/คูปองแลกสินค้าบริโภคพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น “โครงการแสตมป์อาหาร” ของสหรัฐอเมริกา อุดหนุนราคาสินค้าที่ครัวเรือนยากจนมักบริโภค เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เหมือนตูนิเซีย ที่อุดหนุนสินค้าด้อย คือ ขนมปังและธัญพืชบางประเภท
เป็นการทำแบบสอบถาม เพื่อเก็บข้อมูลเข้าระบบ TPMAP และ “ล็อกเป้า” เคาะประตูบ้าน กลุ่มเป้าหมายวิกฤต-เยี่ยมบ้าน (knock knock)
โดยลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลไปแล้ว ดังนี้ 1.สำรวจครัวเรือนในระบบ “แฟ้มบ้านพัฒนาคนไทย” (logbook) 477,324 ครัวเรือน จากทั้งหมด 12,208,913 ครัวเรือน 2.สำรวจปัญหาของครัวเรือน 126,759 ครัวเรือน เพิ่มเติมปัญหาลงในระบบ logbook และ 3.แก้ไขปัญหาความยากจน และพัฒนากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ 54,079 คน
รวมถึงการเพิ่มเติมครัวเรือนใหม่ในระบบ logbook จำนวน 7,205 ครัวเรือน โดย 5 จังหวัดแรกที่มีการเพิ่มครัวเรือนในระบบสูงสุด ได้แก่ กทม. พัทลุง ตาก ปัตตานี และสุราษฎร์ธานี
แบบสอบถามทั้ง 2 แบบ ระดับครัวเรือน-ระดับบุคคล “สภาพัฒน์” ลงไปสำรวจ ใช้เวลาสัมภาษณ์ 60-90 นาที โดยจะถูกเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ ประกอบด้วย ข้อมูลครัวเรือน เช่น จำนวนสมาชิก ค่าใช้จ่าย หนี้สิน เงินออม
รวมถึงความช่วยเหลือจากแหล่งต่าง ๆ การเข้าถึงความคุ้มครองทางสังคม-ความช่วยเหลือในภาวะวิกฤต และสวัสดิการและความคุ้มครองทางสังคม เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
เบี้ยคนพิการ เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ ทุนการศึกษาไม่ต้องใช้คืน เงินช่วยเหลือจากกองทุนคุ้มครองเด็ก โครงการเราชนะ โครงการเรารักกัน โครงการคนละครึ่ง โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และสวัสดิการช่วยเหลืออื่น ๆ
ขณะที่ “โครงการแก้จน” ที่จะทยอยออกไปลงสู่เป้าหมายรายหัว-รายครัวเรือน ในปี’65-66 จำนวน 19,822 โครงการ
การขับเคลื่อนในระยะถัดไปในปี’65 “สภาพัฒน์” จะร่วมกับภาคีการพัฒนาพื้นที่ จะจัด “มหกรรมแก้จน” เพื่อนำไปสู่การ “ของบประมาณ” ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565-30 กันยายน 2566 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 983,316 คน
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากจะไม่ยุบสภา-ไม่ลาออกแล้ว ยังเปลี่ยนจากรับกลับกลายเป็นรุก ทำโกยคะแนนนิยม-ตุนแต้มต่อไว้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อปูทางกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3