รื้อรัฐธรรมนูญรอบใหม่ บีบ “ประยุทธ์” เป็น ส.ส. ปิดสวิตช์ ส.ว.เลือกนายกฯ
ในจังหวะที่รัฐสภาชุลมุน “ข่าวลือ – ข่าวปล่อย” เรื่องการคว่ำกฎหมายลูก แล้ววก “ทวนน้ำ” ไปแก้รัฐธรรมนูญ บัตรเลือกตั้งสองใบ ให้กลับไปใช้บัตรใบเดียวอีกรอบ ก่อนในที่สุดรัฐสภา “รับหลักการ” ร่างกฎหมายเลือกตั้ง 4 ฉบับ และ รับหลักการกฎหมายพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล 3 ฉบับ ตีตกร่างฝ่ายค้าน 3 ฉบับ
ช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างเช็คข่าว ที่มา – ที่ไป ข่าวลือ ข่าวปล่อยดังกล่าว “พรรคเพื่อไทย” หัวหอกฝ่ายค้าน ปฏิบัติการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เข้าสู่รัฐสภา
ร่างที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการว่าด้วยที่มาของนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ซึ่งแก้ไขให้มาจาก ส.ส.เท่านั้น และดำเนินการตามมาตรา 88 คือให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯ ได้ แต่ผู้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องเป็น ส.ส.เท่านั้น
รวมถึงแก้ไขมาตรา 170(2) ว่าด้วยการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งของนายกฯ เป็นการเฉพาะ ให้สิ้นสุดลงเพราะเหตุอันสิ้นสมาชิกภาพของ ส.ส.ด้วย
ร่างที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะเพิ่มบทบัญญัติในมาตรา 43 ว่าด้วยสิทธิของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิบุคคลและชุมชน โดยเพิ่มเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ หลักประกันสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนขึ้น
ที่สำคัญได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการใดๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการรับฟังความเห็นทุกภาคส่วน รวมถึงผ่านการประเมินคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ยังแก้ไขในมาตรา 47 เพิ่มเติมให้มีหลักประกันเรื่องสุขภาพ ให้เข้าถึงการบริการด้านสุขภาพมีคุณภาพ เท่าเทียมเสมอภาค และมีหลักประกันถ้วนหน้า และ 48 เรื่องสิทธิสวัสดิการประชาชน เพื่อเติมเต็มดูแลตั้งแต่ทารก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
ร่างที่ 3 การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม ตามมาตรา 29 เรื่องสิทธิประกันตนตามกฎหมายอาญา ให้ครอบคลุมเข้าถึง รวมถึงสิทธิการแสดงความคิดเห็นต้องได้รับความคุ้มครอง ส่วนสิทธิการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ ให้คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
แม้มี 3 ฉบับ แต่เป้าหลักอยู่ที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับแรก ที่ “บังคับ” ให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.
พุ่งตรงไปที่โอกาสเป็นนายกฯ ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคเพื่อไทย ถูลู่ถูกังจนผ่านรัฐสภาได้สำเร็จ ย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าเกิดจากยุบสภา หรือ รัฐบาลอยู่ครบวาระ แล้วเลือกตั้งใหม่
หากมีพรรคการเมืองเข็นให้ “พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ต่อในการเมือง จะต้องเป็น ส.ส.พ นอกจากเป็น “แคนดิเดตนายกฯ” ของพรรคการเมือง
อีกด้าน “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมาชิกพรรคเสรีรวมไทย ในนามคณะรณรงค์คณะรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 ยกเลิกอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รวบรวมรายชื่อ คนอยาก “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564
จนปัจจุบัน รวบรวมชื่อได้กว่า 7 หมื่นชื่อ ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อบรรจุวาระแก้รัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว
“สมชัย” กล่าวว่า ทั้ง 70,500 รายชื่อ เป็นรายชื่อที่ประชาชนร่วมลงรายชื่อเข้ามาเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาตรา 272 นี้ได้บัญญัติอยู่ในบทเฉพาะกาล
โดยให้อำนาจ ส.ว. ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย รศ.สมชัยกล่าวอีกว่า โดยปกติแล้วตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา
แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในบทเฉพาะกาลได้กำหนดให้ ส.ว. มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องต่อการทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ
แม้จะส่ง 70,500 รายชื่อให้สภาแล้วก็ตาม แต่ทางคณะรณรงค์จะยังคงเปิดให้ประชาชนร่วมลงรายชื่อต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่รัฐสภาพิจารณาประชุมในเรื่องนี้ เพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจของประชาชนในการขอตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันหวังว่าการเลือกตั้งในครั้งถัดไป และในวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นในที่ประชุมของ ส.ส. เท่านั้น
เป้าหมาย “สมชัย” และพวก ต้องการ “ตัดอำนาจ” ของ ส.ว. 250 คน ที่จะมีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายกฯ
ย้อนกลับไปวันที่ “สมชัยและคณะ” เดินทางเข้าพรรคเพื่อไทย ขอการสนับสนุน ร่วมลงชื่อในร่างกฎรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ปิดสวิตช์ ส.ว.
ในการพูดคุย พรรคเพื่อไทย – สมชัย เห็นร่วมกันว่า ต้องสร้างกระแสกดดันจากสังคม เพื่อบีบให้ ส.ว.250 คน ยกมือผ่านกฎหมาย
ดังนั้น ทั้งร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของ “สมชัย” และคณะกว่า 7 หมื่นชื่อ
จะต้องถูกพิจารณาในสมัยประชุมหน้า หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 และกลายเป็นชนวนร้อนปมแก้รัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มานายกฯ จะกลับมา “จุกอก” พล.อ.ประยุทธ์ อีกครั้งแน่นอน พร้อมวัดใจสภาลากตั้ง 250 คน เมื่อสังคมบีบให้ยอมคายอำนาจ