เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ส่งออกไตรมาส 2 ซึม หลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

01 มี.ค. 2565 | 11:59น.
ส่งออก

ส่งออก

สรท. หวังสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน คลี่คลายอย่างรวดเร็ว แนะรัฐช่วยผู้ประกอบการลดผลกระทบ ไตรมาส 1 การส่งออกไทยยังดี โต 5% แต่คาดว่า ไตรมาส 2 เริ่มเห็นผลกระทบจากปัญหาแน่นอน

วันที่ 1 มีนาคม 2565 นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท. ติดตามและประเมินผลกระทบจากการสู้รบระหว่างรัสเซีย–ยูเครน และมาตรการตอบโต้ด้านการค้าและการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ซึ่งคาดการณ์เบื้องต้นว่าอาจมีผลกระทบต่อทั้วงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของต้นทุนภาคการผลิต ทั้งจากราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น

ชัยชาญ เจริญสุข

สำหรับวัตถุดิบที่จะได้รับผลกระทบ อาทิ เหล็ก ธัญพืช เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลให้คำสั่งซื้อจากคู่ค้าลดลงบางส่วน โดย สรท. ประเมินในเบื้องต้นว่าหากสถานการณ์การสู้รบไม่ยืดเยื้อบานปลายหรือขยายวงกว้างไปมากกว่านี้และสามารถเจรจาหาข้อยุติได้ภายในสามเดือน การส่งออกของไทย ปี 2565 คาดว่าจะยังเติบโตได้ที่ 5% โดยคาดว่าสถานการณ์ส่งออกในไตรมาสแรกจะสามารถเติบโตได้ที่ 5% หรือมีมูลค่าเฉลี่ยคาดว่าอยู่ที่ 6.7-6.8 หมื่อล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากมีการยืนยันคำสั่งซื้อไว้แล้วล่วงหน้า

แต่หากสถานกาณ์ยังคงยืดเยื้ออาจกระทบต่อการส่งออกในไตรมาสสอง โดยอาจมีคำสั่งซื้อลดลงประมาณ 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ อาทิ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้า (เครื่องปรับอากาศ) และคาดจะมีมูลค่าเฉลี่ย 6.6-6.8 หมื่นล้านเหรีญสหรัฐ หากเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ไม่เติบโต

และ สรท. คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ในกรอบ 100-105 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และคาดว่าจะอยู่ในระดับราคาดังกล่าวจนถึงไตรมาส 2 จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อค่าระวางเรือที่แนวโน้มสูงขึ้นและหากจะทำให้ค่าระวางเรืออ่อนค่าปรับตัวลดลงคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาหรือปรับตัวในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 65 หรือประมาณสิ้นปี

ดังนั้น มองว่าผู้ประกอบการจะต้องวางแผนรองรับปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ ในประเด็นในเรื่องของผลกระทบด้านการเงินหากชาติตะวันตกมีการตัดระบบการเงินหรือมีการแซงชั่นรัสเซียขึ้นมาเชื่อว่าส่งผลกระทบอย่างแน่นอน แต่จะให้ประเมินตอนนี้อาจจะเร็วไปว่ากระทบมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าจะเห็นผลชัดเจนคือช่วงไตรมาส 2

แต่สำหรับประเทศไทยนั้นผลกระทบอาจจะได้รับทางอ้อมเนื่องจากว่าประเทศไทยทำการซื้อขายกับรัสเซียน้อยแต่ในกรณีที่ชาติตะวันตกที่มีการซื้อขายกับรัสเซียเชื่อว่าได้รับผลกระทบโดยตรง เช่นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จะทำให้ซื้อการซื้อขายลำบากมากขึ้น แต่ทั้งนี้ อาจจะต้องรอติดตามผลกระทบอีกครั้ง แต่สิ่งที่เห็นผลในตอนนี้ คือ ค่าเงินรูเบิล ได้อ่อนค่าลง

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1) สถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซีย ส่งผลต่อหลายปัจจัยที่สำคัญทั้งภูมิรัฐศาสาตร์ เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อบานปลาย อาทิ 1.1) ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จากสถานการณ์ก่อนหน้าที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์รัสเซีย ยูเครน

ส่วนหนึ่งรัสเซียเป็นผู้ผลติน้ำมันใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (ราว 11% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก) กดดันให้ราคาน้ำมันและก๊าชปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เยอรมนีได้หยุดเจรจาการซื้อขายน้ำมันเพื่อตอบโต้รัสเซีย กดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้ารวมถึงต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาพลังงานในตลาดโลก

สรท. คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ในกรอบ 100-105 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 1.2) ปัญหาราคาวัตถุดิบขาดแคลนและผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, สินค้าธัญพืช เป็นต้น

2) ค่าเงินบาทมีความผันผวนไปในทิศทางแข็งค่า New low ในรอบ 5-7 เดือน จาก Fund flow นักลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดทุนและตลาดพันธบัตรของไทยจำนวนมาก ส่วนหนึ่งจากการผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีความผันผวน จากที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกรอบจากที่กำหนดไว้ว่าจะปรับขึ้น 0.50 ในช่วงเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ประกอบกับแรงหนุนจากราคาทองคำที่เริ่มกลับมาเป็นสิทรัพย์ปลอดภัยจากนักลงทุน ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในระยะสั้น

3) แรงงานภาคการผลิตขาดแคลนต่อเนื่อง กระทบการผลิตเพื่อการส่งออกที่กำลังฟื้นตัว 4) สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 “โอมิครอน” ในหลายประเทศเริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอีกระลอกรวมถึงประเทศไทย (New high) ถึงแม้ว่าจะการฉีดกระตุ้นเข็ม 3 และเข็ม 4 ต่อเนื่อง ขณะที่หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศรวมถึงไทย ถึงแม้จะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดียังคงต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 อย่างใกล้ชิด 5) ปัญหาความหนาแน่นภายในท่าเรือประเทศปลายทาง ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการขนถ่ายสินค้า รวมถึงปัญหา ค่าระวงาเรือทรงตัวในระดับสูง Space allocation ไม่เพียงพอทำให้ไม่สามารถจองระวาง

ข้อเสนอแนะของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย1) เพื่อเตรียมรับมือต่อความผันผวนของตลาดเงินทั่วโลกที่อาจเกิดจากกรณีพิพาท สรท. ขอให้รักษาเสถรียภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 32.5-33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

1.1) กรณีการชำระเงินระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการส่งออกควรต้องขอให้ชำระเงินก่อนส่งมอบสินค้าเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงระดับหนึ่ง

2) เพื่อรับมือต่อการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าทุน สรท. ขอให้รัฐพิจารณาอนุญาตการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ตามสัดส่วนราคาต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงอย่างแท้จริงทั่วโลก เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตที่มีความผันผวนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น

3) เร่งมองหาช่องทางเปิดตลาดเพิ่มเติมทดแทนกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการชะลอคำสั่งซื้อจากกลุ่มประเทศกรณีพิพาท หากการสู้รบขยายเป็นวงกล้างและมีความยืดเยื้อมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป

4) ขอให้ภาครัฐพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยอ้างอิงจากปัจจัยการปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก และขอให้พิจารณาปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการมีต้นทุนแรงงานที่ค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปรัสเซียในปี 2564 มีสัดส่วนอยู่ที่ 0.38% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปยังทั่วโลก หรือประมาณ 1,028 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าการส่งออกไทยไปยูเครนในปี 2564 มีสัดส่วนอยู่ที่ 0.05% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปยังทั่วโลก หรือประมาณ 134.76 ล้านเหรียญสหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การส่งออก