ประยุทธ์ เช็กเสียง-ซื้อเวลาอยู่ยาว พลังประชารัฐ-ประชาธิปัตย์ โชว์กึ๋นแก้วิกฤต
วิกฤตจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลกระทบกว้างขวาง-กินความทั้งเศรษฐกิจและการเมือง สะเทือนไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)-หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล 3 วงรอบ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 65 ทั้งเป็นทางการ-ไม่เป็นทางการ นอกจากพี่-น้อง 3 ป. โชว์หวานออกสื่อ-ต่อหน้าหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์-แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ
ขณะเดียวกัน ก็ส่งสัญญาณ “อยู่ยาว” จนถึงปี’66 โดยหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค วนกันเป็นเจ้าภาพเปิดสโมสรราชพฤกษ์ดินเนอร์ทุกเดือน จำกัดพื้นที่ในการพูดคุย-พูดคุยกันมากขึ้นเพื่อลดประเด็นทางการเมือง ให้ “การเมืองนิ่ง”
“เสียงในสภาเป็นสิ่งที่ต้องกังวลอยู่แล้ว เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นในสภาได้ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาโหวตแต่ละพรรคการเมืองต้องมีตัวเลขในมือ” คนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์วิเคราะห์
อย่างไรก็ตาม คนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์รายเดิมวิเคราะห์ต่อไปว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาล “อยู่ไม่ยาว” คือ หนึ่ง วิกฤตสินค้าราคาแพง-ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งปัญหาข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อน เป็นเรื่องที่จุดติดง่าย และสอง การโหวตในสภาแต่ละครั้ง
วาระการประชุมเช้า-กลางวัน ก่อนตบท้ายด้วยดินเนอร์โต๊ะกลม บทสนทนาจึงมีวาระร้อน-วาระเร่งด่วน คือ การรับมือกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นรายชั่วโมง-ในประเทศขยับขึ้นรายวัน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
วัตถุดิบนำเข้าจากรัสเซีย-ยูเครน ได้แก่ ปุ๋ย และข้าวโพด-ข้าวสาลี ส่งผลทำให้ปุ๋ยและอาหารเลี้ยงสัตว์ขาดแคลน กระทบไปถึงภาคพืชผลทางการเกษตร-ปศุสัตว์อาจถึงขั้นอัมพาต
รัฐมนตรีโควตากลางตึกไทยคู่ฟ้าที่ไฟต์บังคับให้ออกมายืนแถวหน้าอย่าง “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ต้อง “รับบทหนัก” กุมขมับ-หัวหมุนอยู่กับการหาวิธีตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้ทะลุเกิน 30 บาทต่อลิตร อย่างน้อยเพื่อ “ซื้อเวลา” ไปจนกว่าสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจะจบลงได้บนโต๊ะเจรจา
คู่ขนานไปกับการหามาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน รวมถึงการตรึงค่าไฟฟ้าเพื่อบริหารอารมณ์ของคนชั้นกลาง-กลางบน ไม่ให้ออกมาผสมโรงกับฝ่ายค้านล้มรัฐบาล
โดยมาตรการ “อุ้มเบนซิน” พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้นโยบายเน้นช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย
ส่วนพรรคพลังประชารัฐ-พรรคแกนนำรัฐบาลที่มีพี่ใหญ่ 3 ป. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และมีรัฐมนตรีในสังกัดเป็นถึงเลขาธิการพรรคอย่าง “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง กำลังเร่งออกมาตรการคนละครึ่ง เฟส 5
รวมถึงการ “เติมเงิน” ใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น ค่าแก๊สหุงต้มจาก 45 บาทต่อ 3 เดือน เป็น 100 บาทต่อ 3 เดือน และการเลื่อนการลงทะเบียน “บัตรคนจนรอบที่ 2” ให้เร็วขึ้น
ขณะที่คีย์แมน-แกนนำกลุ่มสามมิตร “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ควบเก้าอี้เสนาบดีอุตสาหกรรม ซึ่งเพิ่งได้รับภารกิจมาสดใหม่จาก พล.อ.ประยุทธ์ โดยสั่งผ่าน “คณะทำงานแร่” ศึกษา “แร่ทางเลือก” สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบผลิตปุ๋ย ทดแทนการนำเข้าจากรัสเซีย
พรรคประชาธิปัตย์ที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เป็นหัวขบวน “ขยับคนแรก” เรียกมือเศรษฐกิจรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ ระดมสมองทีมเศรษฐกิจหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน
ขาอีกข้างของ “จุรินทร์” ในหมวกรองนายกฯ-รมว.พาณิชย์ ตั้งวอร์รูมคุมสินค้าราคาแพง 18 รายการ พ่วงของสด-ของแห้งที่จ้องฉวยจังหวะขึ้นราคา และ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรค-รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่รับผิดชอบผลผลิตพืชผลทางการเกษตร-ปศุสัตว์
“ปริญญ์ พานิชภักดิ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัยใหม่ กล่าวว่า มาตรการระยะสั้น 3-6 เดือนของกระทรวงพาณิชย์ เช่น การเจรจาต่อรองกับค้าปลีกให้ลดราคาสินค้า เช่น หมู ไก่ ไข่ไก่
รวมถึงการปลดล็อกนำเข้าอาหารสัตว์จากต่างประเทศให้ง่ายขึ้น พิจารณาปรับสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อข้าวโพด 1 : 3 และการของบฯกลางหรืองบฯฟื้นฟูประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อให้ปุ๋ยถูกลง และเพิ่มองค์ความรู้ให้กับเกษตร
“ตะกร้าเงินเฟ้อที่แรงที่สุดไม่ใช่หมู ไก่ แต่คือน้ำมัน ถ้าน้ำมันลงได้ ราคาหมู ไก่ก็ลงได้ ราคาพลังงานคือจุดสำคัญที่สุดต้องเอาลงให้ได้อันดับแรก”
“ปริญญ์” กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันที คือ ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาพลังงานสามารถทำได้ทันที
“หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคจะมีการนัดหารือกับทีมเศรษฐกิจบ่อยขึ้น เพราะปัจจัยเศรษฐกิจมีความสำคัญและนโยบายที่จะตอบโจทย์ในอนาคตควรจะมีอะไรบ้าง โดยเอาทั้งผู้ใหญ่และคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกันทำงานร่วมกัน”
ขณะที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ รมว.สาธารณสุขแห่งพรรคภูมิใจไทย ยังต้องประคองสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “โรคระบาด” ไปสู่ “โรคประจำถิ่น” ให้สมูทที่สุด
พล.อ.ประยุทธ์ยังต้องอาศัยความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อ “ซื้อเวลา” เปลี่ยนผ่านโควิด-19 ฝ่ามรสุมวิกฤตสงครามเศรษฐกิจรัสเซีย-ยูเครน ขณะเดียวกัน พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังต้องการ “เวลา” เพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งครั้งหน้า